แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - ณเดช2499

หน้า: [1] 2
1

กระเทียม
กระเทียมกับคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ
กระเทียม เป็นไม้ล้มลุกที่มีหัวลักษณะเป็นทรงกระเปาะอยู่ใต้ดินเหมือนกันกับหัวหอม ซึ่งแต่ละหัวจะมี 6-10 กลีบ นิยมประยุกต์ใช้เป็นเครื่องปรุงทำกับข้าว กระเทียมเป็นพืชที่ค่อนข้างจะไม่เหมือนกับพืชทั่วไป เพราะอุดมไปด้วยกำมะถันหรือซัลเฟอร์ในจำนวนมาก นอกจากนั้นกระเทียมประกอบไปด้วยสารอาหารอื่นๆอีกมากมาย ตัวอย่างเช่น อาร์จีนีน (Arginine) โอลิโกแซ็คคาไรด์ (Oligosaccharides) ฟลาโวนอยด์ (Flavoniods) รวมทั้งซีลีเนียม (Selenium) ซึ่งล้วนเป็นสารอาหารที่มีสาระต่อสุขภาพ
กระเทียม
ผู้คนจำนวนมากบางทีอาจจดจำกระเทียมได้จากกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล ซึ่งเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากสารอัลลิซิน (Allicin) นอกจากจะทำให้กระเทียมมีกลิ่นที่สะดุดตาแล้ว อัลลิสินยังเป็นสารออกฤทธิ์หลักที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย และก็อาจมีส่วนช่วยรักษาโรคหรือทำให้อาการต่างๆดียิ่งขึ้น โดยที่หลายท่านเชื่อว่าการรับประทานกระเทียมอาจช่วยทุเลาอาการที่เกี่ยวโยงกับหัวใจรวมทั้งเส้นโลหิต ความดันโลหิต คอเลสเตอรอล ทุเลาหวัด รวมถึงใช้น้ำมันกระเทียมเป็นยาทาภายนอกเพื่อรักษาอาการติดเชื้อโรคทางผิวหนัง เล็บ หรือช่วยรักษาอาการผมหล่นอีกด้วย
ทั้งนี้หลักฐานหรือหลักฐานด้านการแพทย์มีมากน้อยแค่ไหนที่จะช่วยรับรองคุณประโยชน์ ประโยชน์ รวมทั้งความปลอดภัยของการกินกระเทียมที่มีบทบาทหรือส่วนช่วยสำหรับการรักษาโรคพวกนี้
ความดันเลือดสูง อัลลิสินซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ที่เจอได้ในกระเทียมสดหรือสินค้าเสริมอาการที่มีส่วนประกอบของกระเทียม อาจมีส่วนช่วยผ่อนคลายของกล้ามเนื้อเรียบที่เรียงหน้าในหลอดเลือดและทำให้หลอดเลือดขยายตัวรวมทั้งทำให้ระดับความดันโลหิตลดลดน้อยลง ซึ่งสอดคล้องกับการทดสอบชิ้นหนึ่งให้คนเจ็บที่มีระดับความดันเลือดสูงโดยที่มีค่าความดันซิสโตลิก (Systolic Blood Pressure: SBP) มากกว่าหรือพอๆกับ 140 มิลลิตรปรอท กินกระเทียมบ่มสกัด (Aged Garlic Extract: AGE) ขนาด 960 มก. เป็นเวลา 12 อาทิตย์ พบว่าค่าความดันซิสโตลิกลดลดลงมากกว่าเมื่อเทียบกับผู้เจ็บป่วยที่รับประทานยาหลอก จึงอาจจะบอกได้ว่าการรับประทานกระเทียมบ่มสกัดอาจมีคุณภาพสำหรับในการรักษาผู้ป่วยความดันโลหิตสูงได้ดีมากว่ายาหลอก
แม้กระทั่งมีการทดสอบอีก 2 ชิ้นที่บอกให้เห็นถึงสมรรถนะของกระเทียมในการลดระดับความดันโลหิตได้ดีมากยิ่งกว่าการใช้ยาหลอก แม้กระนั้นด้วยเหตุว่าผลของการทดลองอาจยังไม่แม่นเพียงพอที่จะสรุปประสิทธิภาพของกระเทียมได้ว่าสามารถรักษาหรือลดการเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจรวมทั้งหลอดเลือดในคนไข้ความดันโลหิตสูง จึงยังต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกเพื่อยืนยันสมรรถนะที่แจ้งชัดยิ่งขึ้น
โรคมะเร็ง ความเกี่ยวเนื่องของการบริโภคกระเทียมและก็ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งยังคลุมเครือรวมทั้งยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ซึ่งจะเห็นได้จากการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยชิ้นหนึ่งที่ให้ชาวจีนทั้งสิ้นศชายและก็เพศหญิงที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารจำนวนกว่า 5,000 คน รับประทานสารอัลลิทริดินขนาด 200 มก.ต่อวัน ร่วมกับสารซีลีเนียมขนาด 100 ไมโครกรัมวันเว้นวัน ซึ่งล้วนเป็นสารสกัดที่ได้จากกระเทียม โดยการทำการทดสอบเป็นเวลา 5 ปี และเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่กินยาหลอกแล้วพบว่ากลุ่มที่กินสารอัลลิทริดินร่วมกับสารซีลีเนียมเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกน้อยลง 33 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะน้อยลงถึง 52 เปอร์เซ็นต์
อย่างไรก็แล้วแต่ มีการศึกษาวิจัยอีก 19 ชิ้นทำให้เห็นว่า ยังไม่พบหลักฐานที่น่าเชื่อถือเหมาะจะช่วยสนับสนุนความเกี่ยวพันของการบริโภคกระเทียมต่อความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะ มะเร็งทรวงอก โรคมะเร็งปอด หรือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก และมีหลักฐานที่ค่อนข้างจำกัดที่สนับสนุนว่าการบริโภคกระเทียมบางทีอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งไส้ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โรคมะเร็งหลอดของกิน มะเร็งกล่องเสียง โรคมะเร็งในโพรงปาก หรือมะเร็งรังไข่
ดังนี้สถาบันโรคมะเร็งแห่งชาติอเมริกา (NCI) ได้บอกว่ากระเทียมเป็นผักชนิดหนึ่งที่อาจมีคุณลักษณะต่อต้านโรคมะเร็ง แม้กระนั้นยังมีต้นเหตุอื่นๆได้แก่ รูปแบบของสินค้าที่ทำจากกระเทียม หรือจำนวนความเข้มข้นที่มากมาย อาจทำให้พิสูจน์ถึงความสามารถของกระเทียมได้ยาก รวมทั้งเมื่อเวลาผ่านไปหรือเก็บไว้ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ก็อาจจะทำให้ประสิทธิภาพของกระเทียมสิ้นสุดไปได้เช่นเดียวกัน
แก้หวัด หลายๆคนมั่นใจว่ากระเทียมมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อจุลินทรีย์และเชื้อไวรัส และก็มีการนำมาใช้เพื่อคุ้มครองป้องกันแล้วก็บรรเทาอาการหวัดมาอย่างยาวนาน ซึ่งสอดคล้องกับการเรียนรู้ชิ้นหนึ่งที่ให้อาสาสมัครปริมาณ 146 คน กินสารสกัดจากกระเทียมรูปแบบเม็ดซึ่งประกอบไปด้วยสารอัลลิสินขนาด 180 มิลลิกรัมวันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 12 อาทิตย์ แล้วให้อาสาสมัครจดบันทึกอาการเมื่อเป็นหวัด พบว่าในกรุ๊ปที่รับประทานสารสกัดจากกระเทียมมีรายงานการเป็นหวัดปริมาณ 24 ครั้ง ซึ่งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับกรุ๊ปที่กินยาหลอกที่มีรายงานการเป็นหวัดปริมาณ 65 ครั้ง ทั้งยังพบว่าช่วงเวลาของการเป็นหวัดในกรุ๊ปที่รับประทานสารสกัดจากกระเทียมมีปริมาณวันที่น้อยกว่า แม้กระนั้นระยะเวลาการฟื้นตัวจากอาการหวัดของอีกทั้ง 2 กลุ่มมีความแตกต่างกันเพียงนิดหน่อย ถึงผลของการทดสอบข้างต้นจะแสดงให้เห็นถึงความสามารถของกระเทียม แต่ว่าหลักฐานการทดลองทางสถานพยาบาลยังไม่เพียงพอและก็จำต้องเล่าเรียนเพิ่มเติมอีกเพื่อยืนยันคุณภาพของกระเทียมให้แจ่มชัดยิ่งขึ้น
ลดความอ้วนและมวลไขมัน ในคนเจ็บภาวการณ์ไขมันพอกตับ ที่มิได้มีต้นเหตุที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ แม้กระนั้นมักมีเหตุมาจากโรคอ้วน โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ความดันเลือดสูง แล้วก็ไขมันในเลือดสูง ซึ่งการดูแลรักษาด้วยการรับประทานยา การผ่าตัด หรือลดน้ำหนักอาจไม่เพียงพอ ถ้าเกิดไม่ดูแลประเด็นการรับประทานอาหารพร้อมกันไปด้วย การกินกระเทียมจึงอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าดึงดูด เพราะเหตุว่ากระเทียมเป็นพืชสมุนไพรที่อุดมไปด้วยกำมะถันหรือซัลเฟอร์รวมทั้งสารอาหารอื่นๆที่อาจมีคุณลักษณะปกป้องภาวการณ์อ้วน ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยชิ้นหนึ่งที่ให้คนไข้ไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหมดศชายรวมทั้งเพศหญิง อายุตั้งแต่ 20-70 ปี จำนวนทั้งปวง 110 คน รับประทานกระเทียมผงชนิดแคปซูลขนาด 400 มิลลิกรัม ซึ่งด้านในประกอบไปด้วยสารอัลสิลินขนาด 1.5 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 15 อาทิตย์ โดยสามารถรับประทานอาหารได้ตามธรรมดา แต่ว่ากินกระเทียมได้ไม่เกินสัปดาห์ละ 2 กลีบ จากผลการทดลองทำให้เห็นว่า น้ำหนักและก็มวลร่างกายลดน้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจังเมื่อเทียบกับกรุ๊ปที่รับประทานยาหลอก จึงอาจพูดได้ว่าการกินกระเทียมอาจช่วยลดจำนวนไขมันในตับและก็ปกป้องหรือชะลอการเกิดภาวะไขมันพอกตับที่มิได้มีสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ อย่างไรก็ดีการศึกษาในอนาคตยังจำเป็นจะต้องออกแบบการทดสอบให้ดียิ่งขึ้นรวมทั้งควรจะเพิ่มระยะเวลาสำหรับการทดลองเพื่อยืนยันคุณภาพของกระเทียมให้ชัดแจ้งยิ่งขึ้น
ลดระดับคอเลสเตอรอล หลักฐานเกี่ยวกับความสามารถของกระเทียมต่อการลดระดับคอเลสเตอรอลยังคงมีความขัดแย้ง ก็เลยทำให้ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสอดคล้องกับการทดสอบแล้วก็การเรียนรู้โดยการทบทวนงานศึกษาเรียนรู้ที่เกี่ยวพันปริมาณ 29 ชิ้น ได้แสดงให้เห็นว่า การกินกระเทียมบางทีอาจช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลรวมได้น้อย แต่ว่าไม่นำมาซึ่งการทำให้ระดับคอเลสเตอรอลประเภทที่ดี (High-Density Lipoprotein: HDL) เพิ่มสูงขึ้น หรือไม่ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลจำพวกที่ไม่ดี (Low-Density Lipoprotein: LDL) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจน้อยลงอะไร จึงยังจึงควรศึกษาเล่าเรียนเพิ่มเติมอีกเพื่อหาผลสรุปและก็ยืนยันสมรรถนะของกระเทียมต่อระดับคอเลสเตอรอลที่แจ่มกระจ่างเพิ่มขึ้น

ความปลอดภัยสำหรับการกินกระเทียม
การรับประทานกระเทียมค่อนข้างปลอดภัยแม้กินในจำนวนที่เหมาะสม แต่ว่าอาจจะทำให้เป็นผลข้างๆได้ เป็นต้นว่า ปากเหม็น มีกลิ่นตัว รู้สึกแสบร้อนที่รอบๆปากหรือที่กระเพาะอาหาร แสบร้อนกลางอก ท้องขึ้น อาเจียน อาเจียน หรือท้องร่วง อาการกลุ่มนี้อาจทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อรับประทานกระเทียมสด ทั้งยังการใช้กระเทียมสดทาหรือสัมผัสที่บริเวณผิวหนังอาจจะทำให้เกิดอาการแสบร้อนแล้วก็เคืองได้
ข้อควรปฏิบัติตามสำหรับในการรับประทานกระเทียมโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลในกรุ๊ปตั้งแต่นี้ต่อไป
คนที่กำลังมีท้องหรือผู้ที่อยู่ในตอนให้นมบุตร การกินกระเทียมในตอนการท้องออกจะไม่มีอันตรายถ้ากินเป็นอาหารหรือในจำนวนที่สมควร แต่บางทีอาจไม่ปลอดภัยถ้ารับประทานกระเทียมเป็นยารักษาโรค อีกทั้งยังไม่มีช้อมูลที่น่าไว้ใจพอเพียงเกี่ยวกับความปลอดภัยของการทากระเทียมที่รอบๆผิวหนังในตอนการมีท้องหรือให้นมลูก
เด็ก การรับประทานกระเทียมในจำนวนที่เหมาะสมและก็ในระยะสั้นๆบางทีอาจไม่เป็นอันตรายสำหรับเด็ก แต่ว่าการใช้กระเทียมทาบริเวณผิวหนังอาจจะก่อให้กำเนิดอาการแสบร้อนรวมทั้งเคือง
คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะหรือการย่อยของอาหาร อาจจะส่งผลให้มีการระคายที่ทางเดินของกินได้
คนที่มีความดันเลือดต่ำ การกินกระเทียมอาจก่อให้ระดับความดันเลือดลดต่ำลงมากยิ่งกว่าปกติ
ผู้ที่วางแผนเข้ารับการผ่าตัด ควรหยุดกินกระเทียมก่อนการผ่าตัดขั้นต่ำ 2 สัปดาห์เพราะเหตุว่าอาจจะส่งผลให้เลือดออกมากและส่งผลต่อความดันเลือดในระหว่างการผ่าตัด และก็คนที่มีภาวะเลือดออกเปลี่ยนไปจากปกติไม่ควรกินกระเทียม โดยเฉพาะกระเทียมสด เพราะเหตุว่าบางทีอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น
ผู้ที่อยู่ในระหว่างการรับประทานยารักษาโรค ดังเช่นว่า ไอโซไนอะซิด ด้วยเหตุว่ากระเทียมบางทีอาจลดการดูดซึมของยาภายในร่างกายและก็มีผลต่อสมรรถนะหลักการทำงานของยา รวมทั้งไม่ควรรับประทานกระเทียมในระหว่างใช้ยาดังต่อไปนี้
ยารักษาการติดโรคเอชไอวีหรือโรคภูมิคุมกันบกพร่อง
ยาคุมกำเนิด
ยาต้านทานการแข็งตัวของเลือด
ยาต่อต้านเกล็ดเลือด
http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรกระเทียม

2

น้ำมันนวดสมุนไพร

อาการโรคปวดต่างๆ
ปวดหลังด้านขวาล่าง
          หลังด้านล่างก็คือบริเวณข้างหลังตั้งแต่ใต้สะบักไปจนถึงก้นกบ ซึ่งเป็นส่วนที่พบได้มากอาการปวดได้บ่อยที่สุด แถมเมื่อมีอาการปวดและก็มักจะทำให้ทำอะไรก็ทำเป็นตรากตรำ ทั้งนี้ต้นสายปลายเหตุที่นำไปสู่ลักษณะของการปวดหลังทางด้านขวาส่วนล่าง นอกจากการใช้กล้ามมากจนเกินไปและก็ผิดท่าทีแล้ว ยังมีต้นสายปลายเหตุอื่นๆอีกอาทิเช่น

  • ตั้งท้อง

              อาการปวดหลังคือเรื่องธรรดาของว่าที่แม่ที่กำลังตั้งท้อง เพราะว่ารอบๆข้างหลังส่วนล่าง เป็นรอบๆที่จำต้องรองรับเด็กแบเบาะตัวน้อย ยิ่งถ้าว่าที่ม่าม้าต้องนั่ง ยืน หรือเดิน ติดต่อกันนานๆก็บางครั้งก็อาจจะยิ่งรู้สึกเจ็บปวดหลังด้านล่างทางขวาได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้อาการจะเป็นๆหายๆขึ้นกับท่าทางที่ทำอยู่ หากว่าได้นอนพักสักประเดี๋ยวก็จะ แต่ว่าถ้ากำเนิดอาการนี้เรื้อรัง แถมยิ่งทวีความร้ายแรงขึ้น ควรจะรีบไปพบหมอ เนื่องจากนั่นบางทีอาจมิได้เกิดขึ้นจากแค่ความปวดปวดเมื่อย แต่อาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากความผิดปกติของท้องได้ค่ะ


    โรคติดเชื้อในกระดูก


              หนึ่งในอาการติดโรคที่คนทั่วๆไปสามารถเจอได้ โดยอาการชอบเกิดขึ้นที่บริเวณกระดูกสันหลัง นำมาซึ่งการทำให้รู้สึกเจ็บปวดที่กระดูกสันหลังและก็แพร่กระจายไปทั่วบริเวณหลังด้านล่างทางด้านขวา โดยส่วนมากแล้วการติดเชื้อในกระดูกมักจะกำเนิดกับคนแก่ คนที่มีปัญหาภูมิคุ้มกันผิดพลาด และจะมีแนวโน้มมีการติดเชื้อโรคมากขึ้นเรื่อยๆถ้ามีปัญหาสุขภาพอื่นๆอยู่ก่อนแล้วค่ะ


    กระดูกสันหลังหักจากแรงดัน


              แค่เพียงไอ หรือจาม ก็สามารถทำให้กระดูกสันหลังหักได้ โดยเฉพาะคนที่มีอาการโรคกระดูกพรุน หรือผู้สูงวัยที่มีภาวการณ์กระดูกเปราะกว่าธรรมดา โดยแม้กำเนิดอาการกระดูกสันหลังหักเนื่องจากว่าแรงกดดัน จะก่อให้เกิดลักษณะของการปวดที่หลังด้านขวาที่อยู่ทางด้านล่าง ในลักษณะปวดหน่วงๆบางคราวอาจะมีอาการปวดรุนแรง ฉะนั้นถ้าคุณจาม หรือไอแล้วมีลักษณะปวดที่หลังขวาที่อยู่ข้างล่าง อย่าประมาทแล้วก็ปล่อยทิ้งไว้ ควรรีบไปพบแพทย์อย่างด่วนเลยค่ะ


    หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท


              น้ำมันนวดสามารถ ลักษณะของการปวดที่เกิดขึ้นมาจากต้นเหตุนี้สามารถพบบ่อยสูงที่สุด โดยต้นเหตุที่ทำให้หมอนรองกระดูกเขยื้อนทับเส้นประสาทนั้นอาจะเกิดได้จากอาการบาดเจ็บ หรือเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากปัญหาหมอนรองกระดูกเสื่อม โดยอาการนี้นอกเหนือจากที่จะทำให้ปวดหลังด้านล่างด้านขวาแล้ว ก็จะมีลักษณะอาการชาบริเวณขาร่วมด้วย ยิ่งถ้าเนื่องจากว่าหมอนรองกระดูกไปทับเส้นประสาท ทำให้หลักการทำงานของระบบประสาทที่สั่งงานไปยังขาเกิดความไม่ดีเหมือนปกติ ยิ่งหากเส้นประสาทที่ถูกกดทับนั้นเป็นเส้นประสาทไซอาติก (Sciatic) ซึ่งเป็นประสาทขนาดใหญ่ที่อยู่รอบๆใฝ่ถึงข้างหลังส่วนเอวด้วย จะมีผลให้เกิดอาการปวดร้าวลงขา อาจจะทำให้ถึงขั้นไม่อาจจะเดินได้ ดังนั้นถ้าเกิดเกิดอาการปวดหลังร่วมกับอาการชา หรือเจ็บปวดรวดร้าวลงขาอย่างเรื้อรังละก็ ควรรีบไปกระทำการตรวจโดยเร่งด่วน เพื่อที่จะได้วางขั้นตอนการรักษาได้อย่างแม่นยำค่ะ


    โรคไต


    ไม่ว่าจะเป็นอาการไตอักเสบ หรือนิ่วในไต ก็ทำให้รู้สึกเจ็บปวดหลังด้านล่างได้ ด้วยเหตุว่าไตเป็นอวัยวะที่อยู่ใกล้หลังสูงที่สุด โดยถ้าเกิดอาการไตอักเสบ หรือนิ่วในไตที่ไตข้างขวาก็จะทำให้รู้สึกเจ็บปวดหลังด้านขวาที่อยู่ข้างล่างมากมายเป็นพิเศษ และอาการนี้ไม่สามารถหายสนิทได้ ถ้าหากมิได้ทำรักษาอย่างถูกต้องค่ะ


    การตำหนิดเชื้อทางเท้าฉี่ (Urinary Tract Infection)


              การตำหนิดเชื้อในทางเดินเยี่ยวไม่เฉพาะแต่ทำให้เจ็บท้องข้างล่าง แต่ยังทำให้ปวดหลังส่วนล่างด้านขวาได้อีก ยิ่งถ้าการตำหนิดเชื้อแพร่กระจายไปที่ไต ทำให้กรวยไต หรือไตอักเสบ ก็จะยิ่งทำให้ลักษณะของการปวดหลังรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีลักษณะอาการไข้ต่ำๆเกิดขึ้นร่วมด้วย ด้วยเหตุนั้นถ้ามีลักษณะปวดหลังด้านขวาที่อยู่ทางด้านล่าง ควรสังเกตว่ามีลักษณะอาการปัสสาวะเป็นเลือด หรือมีกลิ่นเหม็น แล้วก็มีอาการเจ็บเวลาปัสสาวะหรือไม่ ถ้ามีละก็ ควรไปพบแพทย์เลยค่ะ


    โรคอ้วน


              ความอ้วนเป็นอีกหนึ่งมูลเหตุสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดลักษณะของการปวดหลังด้านล่างได้ โดยยิ่งไปกว่านั้นอ้วนมากๆเนื่องจากน้ำหนักส่วนเกินจะไปกดทับที่รอบๆกระดูกสันหลัง รวมทั้งกล้ามบริเวณหลังจนทำให้ปวดหลัง ซึ่งถ้าเกิดเรื้อรังเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆก็จะก่อให้กระดูกสันหลังผิดรูปได้จ้ะ


    ไม่ออกกำลังกายกล้ามเนื้อข้างหลัง


              เหมือนกันกับกล้ามส่วนอื่นๆกล้ามข้างหลังก็อยากได้ออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของกล้ามเช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าเราไม่ยอมออกกำลังกายกล้ามหลัง กล้ามเนื้อก็จะอ่อนแอลง และไม่สามารถรองรับน้ำหนักตัวที่กดทับลงมาได้ จนถึงเป็นสาเหตุทำให้ปวดหลังด้านขวาล่าง รู้แบบนี้แล้วก็อย่าลืมหมั่นบริหารร่างกายกล้ามหลังเป็นประจำนะคะ เพียงแค่บริหารร่างกายด้วยท่ายืดกล้ามเนื้อ หรือฝึกฝนโยคะก็จะช่วยกล้ามข้างหลังแข็งแรงเยอะขึ้นแล้วล่ะจ้ะ
              ต้นเหตุของลักษณะของการปวดหลังข้างขวาพวกนี้ล้วนแต่เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย แต่ทั้งนี้เองก็ยังมีโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆที่กระตุ้นให้เกิดลักษณะของการปวดหลังทางด้านขวาได้ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าหากปวดแบบเรื้อรังไม่หายสักครั้ง แทนที่จะพึ่งยาพาราหรือนวดทุเลาอาการก็ควรจะไปพบหมอเพื่อรับการวินิจฉัยอย่างถูกต้องค่ะ
              [url=https://www.charmingfresh.com/product/49/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3https://www.chiangdaonaturefood.com/product/45/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3]น้ำมันนวด[/u][/b][/url] แต่ว่าสำหรับคนใดกันแน่ที่มีลักษณะอาการปวดหลังด้วยเหตุว่ามีอิริยาบถที่ไม่ถูกท่า แนะนำให้ออกพลังกาย หรือยืดเหยียดหยามร่างกายตามนี้เลย
              - 6 ท่าโยคะแก้ปวดหลังสุดเบสิก หยุดทุกลักษณะของการปวดหลังหรือก่อนพังทลาย
              - 10 ท่าโยคะแก้ปวดหลัง ยืดเหยียดทุกๆวัน ลักษณะของการปวดหายไว !
              รวมทั้งทดลองปรับท่านอนมานอน 4 ท่านอนแก้ปวดหลัง ไม่ได้อยากข้างหลังพังรีบเปลี่ยนท่านอนด่วน ! อาจจะช่วยทำให้หายปวดหลังได้จ้ะ

    Tags : น้ำมันนวด

3

ฝรั่ง
ชื่อสมุนไพร  ฝรั่ง
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อเขตแดน มะก้วย  มะก้วยกา มะกา (จังหวัดเชียงใหม่) , มะปั่น (จังหวัดลำปาง) , บักสีดา (อีสาน) , สีดา (จังหวัดนครพนม) จุ่มโป่ (จังหวัดสุราษฎร์ธานี) , ชมพู่ (ปัตตานี) , ยามู ,ย่าหมู (ภาคใต้) ยะมูบุเตบันยา (นาราธิวาส , มลายู) , ยะริง (ละว้า) , ฮวงเจี๊ยะหลิ่วกังซิวก้วยติดจีฉิ่ว (จีน)
ชื่อสามัญ  Guava
ชื่อวิทยาศาสตร์  Psidium guajava Linn
สกุล  MYRTACEAE
ถิ่นเกิด ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีถิ่นเกิดหรือเป็นพืชพื้นเมืองของเมริกาเขตร้อน De Candolle มั่นใจว่าอยู่ระหว่างประเทศเม็กซิโก และก็ประเทศเปรู รวมถึงหมู่เกาะอินดีสตะวันตกด้วยชาวสเปนนำจากฝั่งแปซิฟิคไปยังประเทศฟิลิปปินส์ แล้วก็โปรตุเกสนำจากฝั่งตะวันตกไปยังอินเดีย สำหรับในประเทศไทยนั้น คาดว่ามีการนำเข้ามาในประเทศไทยในช่วงยุคของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เดี๋ยวนี้เป็นพืชมีขึ้นทั่วไปในเขตร้อนและครึ่งหนึ่งร้อน ปลูกเป็นไม้ผลตามบ้าน ตามสวนทั่วๆไป
ลักษณะทั่วไป ฝรั่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อมสูง 5-10 เมตร ลำต้นแขนงมีเนื้อไม้เหนียวแข็งดี เปลือกต้นเรียบมีเหลืองอ่อนออกเทา รวมทั้งมีรอยลอกออกเป็นแผ่นๆก้านอ่อนมีลักษณะสี่เหลี่ยม มีขนสีขาวๆสั้น ก้านแก่ ขนตกไปหมด ยอดอ่อนมีขนสีขาวสั้นๆปกคลุม ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามกันมีน้อยที่ออกเป็นวง (ที่ข้อเดียวกันออกเกินกว่า 2 ใบ) ใบรูปไข่ยาว 5-12 ซ.ม. หรือกว้าง 3-5 เซลเซียสม. ขยี้ใบสูดดมดูจะมีกลิ่นหอมสดชื่น ใบบางคล้ายแผ่นหนัง ปลายใบมนหรือแหลมสั้น ฐานใบเบาๆขยายแหลมออกมายังกึ่งกลางใบ ขอบของใบเรียบข้างหลังใบมีสีเขียวแก่ มีรอยเส้นใบ (บุบลงไปน้อย) ท้องใบมีขนสั้นๆสีขาวนุ่ม และมีเส้นใบเป็นรอยนูนออกมา มีเส้นใบ 7-11 คู่ ก้านใบยาว 4 เซนติเมตร ดอกอาจออกเป็นช่อ 1-4 ดอก มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวกลมมน กลีบดอกสาวบางๆหลุดหล่นง่าย ยาว 2-2.5 ซ.ม. มีเกสรตัวผู้มากมาย มีก้านเกสรตัวผู้สีขาวยาวเท่ากับกลีบดอกไม้ มีอับเรณูสีเหลืองอ่อน มีก้านเกสรตัวเมีย 1 อันยาวพุ่งขึ้นมาสูงขึ้นยิ่งกว่าก้านเกสรตัวผู้ รังไข่อยู่ข้างล่างมี 5 ห้องแล้วก็ลักษณะทรงกลม และมีกลีบเลี้ยงเหลือติดอยู่ที่ปลายผล ผลทรงกลม  มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวราว 3-15 เซลเซียสม. เนื้อผลส่วนมากมีสีเหลือง ขาว หรือชมพู มีกลิ่นหอมยวนใจ เมล็ดแข็ง เป็นรูปไตมีหลายชิ้น ขนาดเมล็ด 0.3-0.5 เซนติเมตร สีขาวอ่อน มักพบปลูกตามบ้านหรือสวนทั่วไปเอาผลไว้กินหรือขาย
การขยายพันธุ์    สามารถเจริญเติบโตเจริญในทุกสภาพดิน แล้วก็ทนต่อความแล้ง และน้ำนองได้นิดหน่อย แต่โดยธรรมดามักถูกใจเจริญวัยเจริญในดินร่วนผสมทราย ที่มีสภาพพื้นที่มีการระบายน้ำดี สามารถได้ผลผลิตได้ราว 1 ปีหลังปลูก ผลสามารถเก็บได้ในช่วง 4-5 เดือน หลังติดดอก  โดยธรรมดาจะได้ผลได้ในช่วงปลายฤดูแล้งถึงต้นหน้าฝนหมายถึงช่วงมีนาคม-มิถุนายน
                สำหรับในการเพาะพันธุ์ฝรั่งสามารถทำได้หลายวิธี ตัวอย่างเช่น การปลูกด้วยเม็ด การทาบกิ่ง การติดตา การปักชำ แต่แนวทางที่นิยมเยอะที่สุด คือ การตอนกิ่ง
การเตรียมดิน รวมทั้งการเตรียมแปลง สำหรับการปลูกฝรั่งนั้น สามารถทำเป็น 2 รูปแบบตามภาวะพื้นที่ คือ

  • พื้นที่ดินเหนียว อุทกภัยขังง่าย แล้วก็มีระบบระเบียบน้ำมากเกินพอ ให้ทำขุดร่องลุกประมาณ 1 เมตร กว้าง 1-2 เมตร เพื่อเป็นแถวร่องสำหรับในการให้น้ำ การเตรียมแปลง และก็การปลูกเอาไว้ภายในลักษณะนี้มักพบในพื้นที่ลุ่มภาคกลางเป็นส่วนมาก
  • พื้นที่ทั่วๆไปที่มีระบบระเบียบน้ำน้อยเกินไป สามารถปลูกในแปลงโดยไม่ชูร่องหรือการชูร่องสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างร่องประมาณ 3-4 เมตร ทั้งนี้ ให้ทำไถดะ 1 ครั้ง เพื่อตากดิน แล้วก็กำจัดวัชพืช และก็ไถแปร 1 ครั้ง โดยเว้นช่วงห่างประมาณ 1-2 อาทิตย์ ต่อจากนั้นทำไถยกร่อง
ส่วนวิธีการปลูกฝรั่ง มีดังนี้

  • ใช้กิ่งชนิดจากการทำหมันหรือการปักชำ
  • ขุดหลุมปลูก กว้าง ลึก ขนาด 50×50 ซม. แต่ละหลุมห่างกันโดยประมาณ 3 เมตร ระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 3-4 เมตร หรือตามขนาดระยะห่างของร่อง
  • รองพื้นด้วยปุ๋ยมูลสัตว์หรือมูลสัตว์ราว 0.5 โล/หลุม หรือขนาด 1 พลั่วตัก พร้อมคลุกดินผสมก้นหลุมให้สูงราวๆ 1 ฝ่ามือ ดังนี้อาจผสมปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 ในอัตรา 1 กำมือ/หลุมก็ได้
  • นำกิ่งชนิด จากการทำหมันหรือการปักชำลงหลุมปลูก โดยกลบดินสูงเหนือปากหลุมเล็กน้อย ดังนี้ควรให้ดินกลบเหนือเขตรากสูงประมาณ 10-15 ซม.
  • ใช้หลักไม้ปักหลุม แล้วก็ผูกเชือกยึดลำต้น
  • เมื่อปลูกเสร็จควรจะให้น้ำให้เปียกทันที


การให้น้ำ เริ่มให้น้ำครั้งแรกข้างหลังการปลูกเสร็จให้เปียกชุ่ม จากนั้น ให้น้ำทุก 2 ครั้ง/วัน เช้า-เย็น กระทั่งต้นฝรั่งตั้งตัวได้ โดยบางทีอาจเลือกใช้ระบบการให้น้ำที่มีประสิทธิภาพ จากนั้นอาจกระทำให้น้ำน้อยลง ขึ้นกับภาวะลมฟ้าอากาศ แล้วก็ความชุ่มชื้นของดิน ซึ่งไม่ควรปล่อยให้ดินแห้ง ขาดน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนติดผล แต่ในช่วงติดดอกไม่สมควรให้น้ำมากมายซึ่งในระยะนี้แค่เพียงระวังไม่หน้าดินแห้งก็ พอเพียง
                โดยสายพันธุ์ของฝรั่งยอดนิยมในขณะนี้ เป็นต้นว่า ประเภท แป้นสีทองคำ , ชนิดกิมจู , ชนิดกลมสาลี่ , ประเภทไม่มีเม็ด , จำพวกเวียดนาม ฯลฯ
ส่วนประกอบทางเคมี
quercetin, quercetin-3-arabinoside , quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin),                                    quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin),                             quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) และก็ quercetin 3-O gentiobioside , Tannin ในผิวฝรั่งเมื่อเอามาสกัดน้ำมันระเหย เจอสารต่างๆดังเช่น 1,8-cineole  ,   a-copaene,  trans-caryophyllene  , humulene  ,  a-amorphene ,    nerolidol   , caryophyllene oxide ,  epigiobulol, longitorenedehyde , aromaden dendrene , helifdenolC อื่นๆอีกมากมาย  และสำหรับค่าทางโภชนาการของฝรั่งต่อ (165 กรัม) เป็น

  • พลังงาน 112 กิโลแคลอรี
  • เส้นใยอาหาร 8.9 กรัม
  • โปรตีน 4.2 กรัม
  • ไขมัน 1.6 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 23.6 กรัม
  • วิตามินเอ 1030 IU
  • วิตามินซี 377 มก.
  • วิตามินบี 1 0.1 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.1 มก.
  • วิตามินบี 3 1.8 มก.
  • กรดโฟลิก 81 ไมโครกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 30 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 66 มก.
  • ธาตุเหล็ก 0.4 มิลลิกรัม
  • ธาตุโพแทสเซียม 688 มิลลิกรัม
  • ธาตุทองแดง 0.4 มก. ที่มา : Wikipedia


ผลดี/สรรพคุณ ฝรั่งคือผลไม้เพื่อสุขภาพที่เหมาะกับคนที่อยากลดน้ำหนัก ลดหุ่น หรือผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก เพราะฝรั่งอุดมไปด้วยกากใยอาหาร เมื่อรับประทานแล้วจะมีผลให้อิ่มนาน ช่วยกำจัดท้องร้อง ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงเดิม ช่วยปรับระดับการใช้อินซูลินของร่างกายให้เหมาะสม แล้วก็ยังช่วยล้างพิษโดยรวมได้อีกด้วย ก็เลยส่งผลทำให้ผิวพรรณมองเปล่งปลั่งผ่องใส โดยฝรั่งจัดคือผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ทุกชนิด รวมทั้งยังมีวิตามินซีสูขี้งกว่าส้มถึง 5 เท่า รวมทั้งยังนิยมนำฝรั่งไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆเป็นต้นว่า ฝรั่งดอง ฝรั่งแช่บ๊วย พายฝรั่ง รวมทั้งของหวานอีกหลากหลายชนิด รวมถึงประยุกต์ใช้ทำเป็นยาแคปซูลแก้ท้องเดินจากใบฝรั่ง ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม ซึ่งใส่แคปซูลละ 250 มก.
                ยิ่งไปกว่านี้น้ำมันหอมระเหยในใบฝรั่งยังมีการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมของกิน ดังเช่นว่า หมากฝรั่ง ทอฟฟี่ รวมทั้งเอามาผสมหรือแต่งกลิ่นในน้ำยาบ้วนปากได้อีกด้วย ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของฝรั่งนั้นมีดังนี้ ตำรายาไทยระบุว่า เปลือกต้น, ราก รสฝาด สุขุม ใช้แก้แผลเป็นพิษ แก้ปวดฟัน โรคลักปิดลักเปิด แก้อาการเลือดกำเดา แก้น้ำเหลืองเสีย แผลพุพอง ใบรสฝาดเปียก สุขุมไม่มีพิษ ใช้เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเดิน บิดเรื้อรัง ลมพิษ ผื่นคัน รอยแผลที่มีเลือดออก ผลที่ยังไม่สุก รสเปรี้ยว ฝาดอ่อนโยน ใช้แก้ท้องร่วง บิด ดับกลิ่นปาก แก้ปวดฟัน ผลสุกรสหวานหอมใช้เป็นยาระบาย แก้อาการท้องผูก ใช้ห้ามเลือดต้านการอักเสบ ลดน้ำตาลในเลือด โดยใช้เปลือกแห้งหนัก 10 กรัม ต้มน้ำกิน ใบแห้งหนัก 3-5 กรัม ถ้าเกิดเป็นใบสดใช้หนัก 15-30กรัม ต้มน้ำกิน หากใช้ภายนอกต้มเอาน้ำชะล้างหรือตำพอก ผลที่ยังไม่สุก แห้งหนัก 6-10 กรัม ต้มน้ำกิน
แบบอย่าง/ขนาดวิธีใช้

  • แก้ลำไส้อักเสบ บิด ใช้ใบสด 30-60 กรัม ต้มน้ำกิน
  • แก้กระเพาะไส้อักเสบฉับพลันและท้องเสีย ที่เกิดขึ้นมาจากการย่อยไม่ดี ใช้ใบแห้งหนัก 10-15 กรัม ต้มน้ำกิน
  • แก้บาดแผลเกิดขึ้นจากการหกล้มหรือกระทบกระแทกหรือรอยแผลมีเลือดออก ใช้ใบสดตำพอกแผลภายนอก
  • แก้ปวดฟัน ใช้เปลือกรากผสมน้ำส้มสายชูต้มเอามาอมแก้ปวดฟัน
  • แก้เด็กเป็นแผลเล็กแผลน้อยเรื้อรัง ใช้เปลือก ราก ต้มร่วมกับขนไก่ เอามาชำระล้างรอยแผล
  • แก้ผิวหนังเป็นผื่นผื่นคัน ใช้เปลือกต้นสดรวมทั้งใบต้นเอาน้ำล้างบริเวณที่เป็น
  • แก้ท้องร่วง ใช้ใบหรือผลดิบ ต้มรับประทานต่างชา (ใบแห้ง 5 กรัม ใส่น้ำ 100 มล.)
  • ใช้สวนล้างช่องคลอดหลังคลอด ใช้น้ำสุกจากใบสดอุ่นๆสวนล้าง
  • ใช้สำหรับในการดับกลิ่นปาก ด้วยการนำใบสด 3-5 ใบมาเคี้ยวแล้วคายกากทิ้ง
  • ช่วยรักษาอาการเสียงแห้ง แก้คออักเสบโดยการใช้ผลที่ตากแห้งต้มน้ำกิน
  • ยอดอ่อนๆปิ้งไฟให้เหลืองกรอบ ชงน้ำกินแก้ท้องเดิน บิด ใบสดเคี้ยวอมดับกลิ่นยาสูบ เหล้า แล้วก็กลิ่นปากก้าวหน้า
การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการบีบตัวของไส้ แก้ท้องร่วง             จากการศึกษาเรียนรู้วิจัยฤทธิ์ทางยาของฝรั่งพบว่าการให้ยาเม็ดแคปซูลใบฝรั่งครั้งละ 500 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วัน กับผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคอุจจาระตก 122 คน สามารถลดจำนวนครั้งของการขี้ ระยะเวลาที่ขี้ แล้วก็ปริมาณน้ำเกลือที่ให้ทดแทนได้  การให้ยาเม็ดแคปซูลฝรั่งขนาด 500 มก. (ที่มีสารฟลาโวนอยด์ 1 มิลลิกรัม/แคปซูล 500 มก.)  ทุก 8 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วันในผู้ป่วยที่มีลักษณะท้องเดิน ปวดท้อง ปริมาณ 50 คน จะสามารถลดการบีบตัวของไส้และลดระยะเวลาปวดท้องได้   การให้ยาต้มของฝรั่งในคนเจ็บเด็กที่เป็นโรคไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) 62 คน ทำให้อาการภายใน 3 วัน ระยะเวลาท้องร่วงสั้นลง และไม่เจอเชื้อ Rota virus ในอุจจาระมากกว่าเมื่อเทียบกับกรุ๊ปควบคุม
                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยคลอโรฟอร์ม เฮกเซน เมทานอล และก็น้ำ สามารถลดการเคลื่อนไหว และก็การหดเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภารวมทั้งหนูแรทที่ถูกรั้งนำให้มีการเคลื่อนเยอะขึ้นด้วยอะเซทิลโคลีน  สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 50 สามารถยับยั้งการหดตัวของลำไส้เล็กส่วนปลายของหนูเม้าส์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้หดตัวด้วยกระแสไฟ อะเซทิลโคลีน แล้วก็ธาตุแบเรียมคลอไรด์ได้อย่างสมบูรณ์ รวมทั้งสามารถยับยั้งอาการท้องเดินในหนูเม้าส์ที่ถูกชักพาให้กำเนิดอาการท้องร่วงด้วยน้ำมันละหุ่ง โดยฝรั่งจะไปเพิ่มการดูดซึมน้ำในไส้รวมทั้งลดการบีบตัวของไส้   สารสกัดด้วยน้ำของใบฝรั่งสดสามารถยั้งอาการท้องเดินได้ โดยลดจำนวนครั้งของการอุจจาระในหนูซึ่งถูกเหนี่ยวนำให้กำเนิดอาการท้องร่วงด้วยยา microlax ได้
                 ส่วนสกัดของสารกลุ่ม polyphenolic, saponin และก็ alkaloid จากใบฝรั่ง สามารถยับยั้งการหดเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภาที่รั้งนำให้หดเกร็งด้วยอะเซทิลโคลีนแล้วก็โปแตสเซียมคลอไรด์ได้   สาร quercetin รวมทั้ง quercetin-3-arabinoside จากใบฝรั่ง สามารถต้านการหดตัวของลำไส้เล็กที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยอะเซทิลโคลีน ทำให้ไส้มีการเคลื่อนไหวลดน้อยลง  นอกเหนือจากนี้สาร quercetin ในใบฝรั่งยังสามารถยั้งการหดเกร็งของลำไส้เล็กในหนูแรทและก็หนูตะเภาซึ่งรั้งนำให้เกิดอาการหดเกร็งด้วยสารละลายโปแตสเซียม  อะเซทิลโคลีน ธาตุแบเรียมคลอไรด์ ฮีสตามีน รวมทั้งซีโรโทนินได้ รวมทั้งสามารถลดความรู้ความเข้าใจสำหรับเพื่อการซึมผ่านของๆเหลวของหลอดเลือดฝอยบริเวณท้องซึ่งมีผลช่วยรักษาอาการท้องเดิน  สาร quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin), quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin), quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) รวมทั้ง quercetin 3-O-gentiobioside จากใบฝรั่ง สามารถลดการยุบเกร็งของลำไส้เล็กหนูเม้าส์ได้   สาร asiatic acid จากใบฝรั่งส่งผลทำให้กล้ามเนื้อของลำไส้เล็กส่วนปลายของกระต่ายคลายตัว  สารสกัดผลฝรั่งดิบด้วยเมทานอลมีฤทธิ์ต่อต้านการหลั่งอะเซทิลโคลีนในลำไส้เล็กของหนูแรทและก็หนูตะเภาได้ แต่ว่ามีฤทธิ์น้อยกว่าอะโทรป่ายปีน โดยฝรั่งมีผลทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวลดน้อยลง ทำให้รักษาอาการท้องร่วงได้    สารสกัดฝรั่ง (ไม่กำหนดส่วน) สามารถลดการบีบตัวของลำไส้เล็กของหนูแรทได้
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรียมีการศึกษาเล่าเรียนการต้านเชื้อแบคทีเรียหลายรายงาน ยกตัวอย่างเช่น สารสกัดเอทานอลของฝรั่ง สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli, Salmonella enteritidis, Shigella flexneri ได้  สารสกัดน้ำ ความเข้มข้น 10-5 มคล./มล. ทดลองในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Shigella dysenteriae ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคบิดได้ สารสกัดเปลือกต้น
ด้วย 70% เอทานอล  ความเข้มข้น 250 มก./มล. ทดสอบในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ พบว่าสามารถยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุที่นำไปสู่โรคอุจจาระหล่นหมายถึงStaphylococcus aureus, Vibrio cholerae รวมทั้ง V. parahaemolyticus แม้กระนั้นไม่มีผลต่อเชื้อ E. coli, Shigella  flexneri, Salmonella typhimurium สารสกัดราก กิ่ง และก็ใบฝรั่งด้วย 50% เอทิลอัลกอฮอล์  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. dysenteriae, Sh. flexneri, S. typhimurium ที่เป็นต้นเหตุก่อให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร แต่ไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella enteritidis สารสกัดกิ่งฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ อัตราส่วน 1:1 ความเข้มข้น 50 มคลิตร สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae, Sh. flexneri (ซึ่งนำไปสู่โรคบิด) E. coli (แบคทีเรียในไส้) S. typhimurium (ทำให้มีการเกิดโรคไข้รากสาดน้อย) แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ S. enteritidis สารสกัดทิงเจอร์ของฝรั่ง สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย V. chlorea ที่เป็นสาเหตุของอหิวาต์ ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้แต่สำเร็จปานกลาง  น้ำมันหอมระเหยของใบฝรั่ง สามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus แต่ว่าไม่มีผลต่อเชื้อ Bacillus subtilis, E. coli, S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำมันปิโตรเลียมอีเทอร์ ความเข้มข้น 1,000 มคกรัม/มล. สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Enterococcus faecalis ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แม้กระนั้นไม่มีผลต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium, S. aureus สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำ ความเข้มข้น 20 มก./มิลลิลิตร พบว่าสามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย S. dysenteriae 1 (นำไปสู่โรคบิด) แล้วก็ V. chlorea (นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอหิวาต์) ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งขนาดความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าเท่ากับ 1.25, 5 มก./มล. เป็นลำดับ
สารสกัดผลดิบของฝรั่งด้วยเมทานอล  ในขนาด 50,100, 300 มิลลิกรัม/กก. สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae 1, Sh. dysenteriae 2, Sh. dysenteriae 4, Sh. dysenteriae 8 และ V. chlorea 1350 ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยั้งได้ (MIC) มีค่าเท่ากับ 100-200 มคกรัม/มิลลิลิตร สารสกัดหยาบคายของใบฝรั่ง สามารถยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Vibrio ที่แยกได้จากกุ้งว่าวกุลาดำที่เป็นโรค 23 สายพันธุ์ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าเท่ากับ 1.25-5.00 มก./มิลลิลิตร สารสกัดใบฝรั่งด้วยอะซีโตน และก็ 95% เอทานอล สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella B, S. newport, S. typhimurium, Sh.  flexneri นอกเหนือจากนั้นสารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ยังสามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้อีกด้วย  สารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วยน้ำ สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. flexneri, S. aureus แม้กระนั้นไม่มีผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. newport และก็ S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ
สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 10 มิลลิกรัม/วัน แต่สำเร็จไม่แน่นอนต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium สารสกัดใบฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ความเข้มข้น 1,000 มคก./มิลลิลิตร พบว่าสามารถต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคอุจจาระหล่น เป็นต้นว่า Salmonella D, Sh. dysenteriae 1, Sh. flexneri 2A, Sh. flexneri 4A  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. typhimurium type 2, Shigella bodyii, Sh. bodyii 5, Sh. dysenteriae 2, Sh. flexneri 3A, Sh. sonnei  ส่วนสกัดแทนนินจากใบฝรั่ง ความเข้มข้น 85, 95, 95, 100, 110 มคก./มล. สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri, S. enteritidis, S. aureus , Escherichia piracoli, E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ตามลำดับ    สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Salmonella spp. ได้ 2 สายพันธุ์  และก็ต่อต้านเชื้อ Sh.  flexneri, Sh. virchow, Sh. dysenteriae รวมถึงเชื้อ E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ(1:1)แล้วก็อะซีโตน สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli ที่เป็นสาเหตุของโรคอุจจาระร่วงได้ สารสกัดลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย S. newport รวมทั้ง S. typhimurium, Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แต่ว่าไม่มีผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. aureus   น้ำคั้นจากผลฝรั่ง ไม่สามารถที่จะต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Bacillus typhosus ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคไข้รากสาดน้อยได้ สารสกัดส่วนที่อยู่เหนือดินด้วยอัลกอฮอล์ รวมทั้งน้ำ (1:1) ความเข้มข้นมากยิ่งกว่า 25 มคก./มล. ไม่อาจจะต้านทานเชื้อแบคทีเรีย B. subtilis, E. coli, S. typhosa
มีการทำการค้นคว้าโดย ปัญจางค์ ธนังฉันล แล้วก็ภาควิชา ในคนไข้ 122 คน ที่เป็นโรคอุจจาระร่วง เป็นชาย 64 คน และหญิง 58 คน ซึ่งอยู่ในช่วงอายุ 16-55 ปี ทำการศึกษาเรียนรู้เปรียบเทียบโดยวิธีการสุ่ม โดยนำใบฝรั่งอบแห้งแล้วบดเป็นผุยผง บรรจุแคปซูล ขนาด 250 มก. ลักษณะเดียวแล้วก็ขนาดเดียวกับ tetracyclin และก็บริหารการกินยาด้วยเหมือนกันหมายถึง500 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง ตรงเวลา 3 วัน ทั้งคู่กลุ่ม พบว่าใบฝรั่งสามารถลดปริมาณอุจจาระ ระยะเวลาที่อึ และปริมาณน้ำเกลือที่ให้ทดแทนได้
มีการเล่าเรียนในคนไข้เด็ก 62 คน ที่เป็นโรคลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) โดยให้กินยาต้มของฝรั่ง พบว่าอาการข้างใน 3 วัน และระยะเวลาท้องเดินสั้นลงกว่ากรุ๊ปควบคุมอย่างเป็นจริงเป็นจัง (p<0.05) จำนวนโซเดียมและก็กลูโคสในอุจจาระลดลง แล้วก็ผลการตรวจอุจจาระไม่พบเชื้อ Rota virus สูงถึง 87.1% ในช่วงเวลาที่กลุ่มควบคุมไม่เจอเชื้อ Rota virus 58.1% แปลว่ายาต้มของฝรั่งมีประสิทธิภาพสำหรับการรักษาอาการท้องเดินในคนไข้ไส้อักเสบจากเชื้อ Rota virus ได้
ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ   จากการศึกษาทางคลินิกในคนป่วย 70 คน ที่มีเหงือกอักเสบ พบว่าน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบฝรั่งสามารถลดการอักเสบได้ร้อยละ 19.8 แล้วก็ลดรอยโรคที่ความรุนแรง ได้ปริมาณร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำยาบ้วนปากที่ไม่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบฝรั่ง หลังจากที่มีการใช้เป็นเวลา 3 อาทิตย์
            สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำขนาด 50-800 มิลลิกรัม/กิโล เมื่อฉีดเข้าช่องท้องพบว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบแบบรุนแรง  เมื่อทดสอบกับอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำให้มีการอักเสบด้วยไข่ขาวสด นอกจากนี้เมื่อฉีดน้ำมันหอมระเหยจากใบฝรั่งเข้าทางช่องท้องของหนูแรทในขนาด 0.8 มล./โล พบว่าสามารถยับยั้งการอักเสบที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยสาร carrageenan ได้
สารสกัดจากผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางท้องของหนูแรท พบว่าสามารถยั้งการอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำให้เกิดการอักเสบด้วยสาร carrageenan, kaolin และก็ formaldehyde ได้ ยิ่งไปกว่านี้สารสกัดผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางท้องของหนูเม้าส์จะสามารถยับยั้งการอักเสบและก็ลดลักษณะการเจ็บปวดที่ถูกรั้งนำด้วย acetic acid  ได้ดีมากว่าแอสไพรินที่ให้ในขนาดเสมอกันเล็กน้อย
เมื่อนำใบฝรั่งมาหมักกับราแล้วก็แบคทีเรียเป็นต้นว่า Phellinus linteus (ส่วนเส้นใย) Lactobacillus plantarum แล้วก็ Saccharomyces cerevisiae แล้วนำมาสกัดด้วยเอทานอล พบว่าสารสกัดที่ได้มีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบโดยยับยั้งการผลิตสารที่ก่อเกิดการอักเสบเป็น ไนตริกออกไซด์รวมทั้ง พรอสต้ามึงรนดิน อี 2 ในหลอดทดสอบ นอกจากนั้นสารสกัดฝรั่งด้วยเอทานอลแล้วก็น้ำยังออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์
             สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทิลอะซีเตตมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ แล้วก็แก้แพ้โดยยั้งการตอบสนองต่อแอนติเจนที่ชักจูงให้เกิดการแพ้แล้วก็การอักเสบ
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในหนูแรทที่ถูกชักจูงให้เป็นโรคเบาหวานด้วยการฉีด alloxan เข้าหลอดเลือดดำขึ้นรถสกัดใบฝรั่งออกฤทธิ์ใน 2 ชั่วโมง มีฤทธิ์สูงสุดในชั่วโมงที่ 6 รวมทั้งหมดฤทธิ์ใน 24 ชั่วโมง
ฤทธิ์ต่อต้านเซลล์มะเร็ง      สารสกัดใบฝรั่งมีความเป็นพิษต่อเซลล์ของโรคมะเร็ง murine fibrosarcoma และเซลล์ของโรคมะเร็งเต้านม

การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ  พิษเฉียบพลัน  สารสกัดด้วยน้ำจากใบ LD50 มีค่ามากยิ่งกว่าหรือพอๆกับ 20 ก./กิโลกรัม  เมื่อให้ทางปากในหนูถีบจักร 2 เพศ แล้วก็มีค่ามากกว่า 5 ก./กิโลกรัม  เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้อง สารสกัดเอทานอล (50%) จากส่วนเหนือดิน LD50 มีค่าเท่ากับ 0.188 เมื่อฉีดเข้าท้องในหนูถีบจักร พิษเรื้อรัง  การให้สารสกัดน้ำจากใบทางปาก ขนาด 0.2, 2 แล้วก็ 20 ก./กก. ทุกวี่วันต่อเนื่องกันเป็นเวลา 6 เดือน  พบว่าอัตราการเพิ่มของน้ำหนักตัวต่ำลง ในกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัด เมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุมที่ได้รับน้ำ ในขณะที่ไม่เจอความไม่เหมือนของปริมาณของกินที่กินในทุกกลุ่ม ความประพฤติปฏิบัติทั่วๆไปธรรมดาในทุกกรุ๊ป หนูเพศผู้หรูหรา ALP, SGPT (การทำงานของตับ), BUN (การทำงานของไต) รวมทั้ง WBC สูงมากขึ้น ช่วงเวลาที่ระดับของโซเดียมและคลอเลสเตอรอลในเลือดลดลง น้ำหนักของตับและก็ไตมากขึ้น การตรวจทางจุลทัศนกายวิภาค พบการเปลี่ยนแปลงของไขมันและลักษณะ hydronephrosis หนูเพศภรรยามีระดับโซเดียม โปแตสเซียม และก็อัลบูมินในเลือดเพิ่มขึ้น ระหว่างที่เกร็ดเลือดและก็กลอบูลินล

4

โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal reflux disease : GERD)
โรคกรดไหลย้อนคืออะไร 
โรคกรดไหลย้อน” (Gastroesophageal reflux disease ,GERD) เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการไหลย้อนของกรด (น้ำย่อย) ในกระเพาะกลับไปที่หลอดของกิน ซึ่งโดยธรรมดาร่างกายของพวกเราจะมีการไหลย้อนของกรดในกระเพาะขึ้นไปในหลอดอาหารอยู่บ้าง โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารแต่ว่าคนที่เป็นโรคนี้จะมีจำนวนกรดที่ย้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหรือย้อนบ่อยครั้งกว่าคนที่ไม่เป็นโรค หรือหลอดอาหารมีความไวต่อกรดมากขึ้นแม้ว่าจะมีปริมาณกรดที่ย้อนขึ้นไปไม่มากกว่าปกติ ทำให้มีอาการระคายบริเวณคอ แล้วก็แสบอกหรือจุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่ แล้วก็มีลักษณะอาการท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย คล้ายกับลักษณะโรคกระเพาะ ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะ แล้วก็ไปซื้อยาลดกรด (antacids)  ที่มีจัดจำหน่ายตามท้องตลาดมารับประทานเพื่อทุเลาอาการ ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่ถูกจุด จึงพบว่าในปัจจุบันมีผู้เจ็บป่วยมาเจอแพทย์ด้วยโรคกรดไหลย้อนเพิ่มสูงขึ้น  และถ้าปลดปล่อยให้เกิดอาการเรื้อรังและรักษาด้วยการใช้วิธีที่ผิดต้อง อาจนำมาซึ่งการเกิดหลอดของกินอักเสบ แผลที่หลอดของกิน หรือหลอดอาหารตีบ ซึ่งบางทีอาจเพิ่มความเสี่ยงสำหรับในการกำเนิดโรคมะเร็งหลอดของกินได้
ยิ่งไปกว่านี้ยังสามารถจัดประเภทของโรคกรดไหลย้อนได้เป็น 2 จำพวก เป็น

  • โรคกรดไหลย้อนปกติ หรือ CLASSIC GERD ซึ่งกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาจะอยู่ข้างในหลอดของกิน ไม่ไหลย้อนเกินกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดของกินส่วนบน จำนวนมากจะมีอาการของหลอดอาหารเพียงแค่นั้น
  • โรคกรดไหลย้อนขึ้นมาที่คอและก็กล่องเสียง (Laryngopharyngeal Reflux : LPR) หมายคือโรคที่มีอาการทางคอและก็กล่องเสียง ซึ่งมีเหตุมาจากการไหลถอยกลับของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะขึ้นมาเหนือกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดของกินส่วนบนอย่างไม่ปกติ นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการของคอรวมทั้งกล่องเสียง จากการระคายเคืองของกรด


ซึ่งโรคกรดไหลย้อนนี้ เป็นโรคที่พบได้ประมาณ 10-15% ของผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย (Syspepsia) แล้วก็พบได้มากทั้งยังในสตรีรวมทั้งในผู้ชาย โดยเจอได้ใกล้เคียงกัน เป็นโรคที่เจอได้ในทุกช่วงอายุ ตั้งแต่ทารกไปจนถึงผู้สูงวัย แต่เจออัตรากำเนิดสูงมากขึ้นในอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และเจอได้สูงสุดในช่วงอายุ 60 - 70 ปีขึ้นไป มีกล่าวว่าประเทศแถมตะวันตกเจอโรคนี้ได้ประมาณ 10 - 20% ของราษฎรอย่างยิ่งจริงๆ
ต้นเหตุของโรคกรดไหลย้อน
โรคกรดไหลย้อนมีสาเหตุที่เกี่ยวพันกับความแปลก ของวิธีการทำหน้าที่ของกล้ามหูรูดที่อยู่ตรงส่วนล่างของหลอดของกิน (lower esophageal sphincter, LES) ในคนปกติขณะกลืนของกินหูรูดนี้จะคลายตัวเพื่อเปิดทางให้อาหารไหลผ่านลงไปยังกระเพราะของกิน เมื่อของกินผ่านลงกระเพาะกระทั่งหมดแล้วหูรูดนี้จะหดรัดเพื่อห้ามไม่ให้น้ำย่อย (ซึ่งเป็นกรดเกลือ) ที่อยู่ในกระเพาะไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหาร
แม้กระนั้นคนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน พบว่ากล้ามเนื้อหูรูดตรงส่วนล่างของหลอด อาหารนี้หย่อนความสามารถ ทำให้มีน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารมากยิ่งกว่าธรรมดา (คนทั่วๆไปหลังกินข้าวอาจมีน้ำย่อยไหลย้อนได้ 1-4 ครั้ง ซึ่งไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการ) นำมาซึ่งอาการไม่ดีเหมือนปกติ รวมทั้งการอักเสบของเยื่อบุหลอด อาหารได้
ส่วนสาเหตุที่ทำให้หูรูดดังกล่าวทำงานไม่ปกติยังไม่ทราบชัดเจน แต่ว่าเชื่อว่าอาจเกิดขึ้นเนื่องจากความเสื่อมโทรมตามอายุ (เจอในคนแก่กว่า 40 ปี) หรือหูรูดยังรุ่งโรจน์ไม่เต็มกำลัง (พบในเด็กแบเบาะ) หรือมีความผิดปกติที่เป็นมาโดยกำเนิด
นอกจากนี้พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน หรือโรคบางประเภทมีส่วนกระตุ้นลักษณะการทำงานของหลอดอาหารให้เกิดความผิดปกติได้ หรือทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดในจำนวนมากขึ้น เช่น นอนหลังรับประทานอาหารโดยทันที กินอาหารปริมาณมากข้างในมื้อเดียว อยู่ในช่วงมีท้อง พฤติกรรมต่างๆเหมือนอย่างที่ได้กล่าวมาเหล่านี้ล้วนนำมาซึ่งการก่อให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นด้วยเหมือนกัน
อาการของโรคกรดไหลย้อน  อาการของคนเจ็บนั้นขึ้นกับอวัยวะที่ถูกเคืองโดยกรด ตัวอย่างเช่น

  • อาการทางคอหอยและหลอดของกิน
  • อาการปวดแสบร้อนรอบๆอก รวมทั้งลิ้นปี่ (Heartburn) หลังรับประทานอาหาร 30-60 นาที หรือข้างหลังกินอาหารแล้วล้มตัวลงนอนราบ นั่งงอตัว โค้งตัวลงต่ำ รัดเข็มขัดแน่น หรือใส่กางเกงคับเอว มักมีลักษณะมากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์แล้วก็อาการเป็นๆหายๆเรื้อรัง แต่ละครั้งมักปวดอยู่นาน 2 ชั่วโมงแล้วก็ครั้งคราวบางทีอาจเจ็บปวดรวดร้าวไปที่บริเวณคอได้
  • รู้สึกคล้ายมีก้อนอยู่ในคอ หรือแน่นคอ
  • กลืนตรากตรำ กลืนเจ็บ หรือกลืนติดๆขัดๆเหมือนสะดุดสิ่งปลอมปนในคอ
  • เจ็บคอ แสบคอหรือปาก หรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเวลาเช้า
  • รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก (bile or acid regurgitation)
  • มีเสลดอยู่ในลำคอ หรือระคายคอตลอดเวลา
  • เรอบ่อย คลื่นไส้ เหมือนมีของกิน หรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาในอก หรือคอ
  • รู้สึกจุกแน่นอยู่ในอก เหมือนของกินไม่ย่อย (dyspepsia)
  • มีน้ำลายมากไม่ดีเหมือนปกติ มีกลิ่นปาก เสียวฟัน หรือมีฟันผุได้
  • อาการทางกล่องเสียง และก็หลอดลม
  • เสียงแหบเรื้อรัง หรือ แหบเฉพาะตอนเช้า หรือมีเสียงเปลี่ยนไปจากปกติไปจากเดิม
  • ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารหรือขณะนอน
  • ไอ หรือ รู้สึกสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออกในกลางคืน
  • กระแอมไอบ่อย
  • อาการหอบหืดที่เคยเป็นอยู่ (ถ้าหากมี) แย่ลง หรือไม่ดีขึ้นจากการใช้ยา
  • เจ็บอก (non – cardiac chest pain)
  • เป็นโรคปอดอักเสบ เป็นๆหายๆ
  • อาการทางจมูก และก็หู
  • คัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือมีน้ำมูก หรือเสมหะไหลลงคอ
  • หูอื้อเป็นๆหายๆหรือปวดหู
  • บางรายอาจมาพบแพทย์ด้วยภาวะแทรกซ้อน อาทิเช่น มีลักษณะกลืนของกินแข็งลำบาก ด้วยเหตุว่าปล่อยให้เกิดภาวะหลอดอาหารอักเสบเรื้อรังจนตีบตัน
  • ส่วนในเด็กอ่อนอาจเป็นโรคกรดไหลย้อนตั้งแต่ทีแรกกำเนิดได้ เหตุเพราะหูรูดส่วนล่างของหลอดของกินยังรุ่งเรืองไม่เต็มกำลัง เด็กอ่อนก็เลยมักมีลักษณะงอแง ร้องกวน คลื่นไส้บ่อยมาก ไอหลายครั้งตอนกลางคืน เสียงแหบ หรือหายใจมีเสียงวี้ด ไม่อยากกินอาหาร น้ำหนักตัวไม่ขึ้น ทารกบางรายบางทีอาจสำลักน้ำย่อยเข้าปอดทำให้ปอดอักเสบ ซึ่งบางทีอาจกำเริบเสิบสานได้หลายครั้ง แต่อาการชอบหายไปเมื่ออายุได้ราว 6-12 เดือน แต่บางรายก็อาจรอคอยจนกระทั่งเข้าสู่วัยรุ่นอาการจึงจะ
ขั้นตอนการรักษาโรคกรดไหลย้อน
หมอวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนได้จาก ประวัติความเป็นมาอาการ การตรวจลำคอ การตรวจร่างกาย การตรวจภาพปอดด้วยเอกซเรย์แยกจากโรคปอดต่างๆการส่องกล้องตรวจกล่องเสียง หลอดอาหาร กระเพาะ แล้วก็ลำไส้ และก็อาจตัดชิ้นเนื้อในบริเวณที่แตกต่างจากปกติเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อแยกจากโรคมะเร็งหลอดของกิน รวมทั้งอาจมีการตรวจแนวทางเฉพาะอื่นๆเพิ่มอีก ดังเช่นว่า ตรวจวัดสภาวะความเป็นกรดของหลอดของกินในขณะส่องกล้อง ทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ ดังเช่น การเอกซเรย์กลืนสารทึบแสงสว่าง, การตรวจทางเวชศาสตร์ปรมาณู, การตรวจการบีบตัวของหลอดอาหาร เป็นต้น
แม้กระนั้นโดยส่วนมากแล้ว แพทย์มักจะวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนจากอาการแสดงก็เพียงพอต่อการตัดสินโรคแล้ว ซึ่งอาการแสดงที่มักพบ เช่น อาการแสบลิ้นปี่ จุกแน่นยอดอก แล้วก็เรอเปรี้ยวหลังทานอาหารที่เป็นตัวกระตุ้น หรือมีพฤติกรรมที่เป็นเหตุกำเริบเสิบสาน แต่ว่าในรายที่ไม่ชัดแจ้งอาจจะต้องทำตรวจพิเศษ (ซึ่งเจอได้ไม่บ่อย)
กระบวนการรักษาโรคกรดไหลย้อน

  • การปรับเปลี่ยนนิสัย และก็การดำนงชีพประจำวัน (lifestyle modification) การดูแลและรักษาแนวทางแบบนี้มีความสำคัญที่สุดสำหรับเพื่อการทำให้ผู้เจ็บป่วยมีลักษณะลดน้อยลง คุ้มครองไม่ให้เกิดอาการ และลดการกลับเป็นซ้ำ โดยลดปริมาณกรดในกระเพาะ แล้วก็คุ้มครองไม่ให้กรดไหลย้อนกลับมาขึ้นไปที่ หลอดของกิน คอรวมทั้งกล่องเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ เหตุเพราะโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายสนิท (นอกจากจะผ่าตัดปรับปรุงแก้ไข) การรักษาวิธีแบบนี้ควรปฏิบัติไปตลอดชีวิต เพราะเหตุว่าเป็นการรักษาที่สาเหตุ หากว่าคนป่วยจะมีลักษณะ หรือหายก็ดีโดยไม่ต้องรับประทานยาและก็ตาม ผู้เจ็บป่วยควรปฏิบัติตนดังต่อไปนี้


             ควรจะพากเพียรลดน้ำหนัก
             พยายามเลี่ยงความเคร่งเครียด
             หลบหลีกการสวมเสื้อผ้าที่คับหรือรัดแน่นเกินไป
             ถ้าเกิดมีลักษณะท้องผูก ควรจะรักษา และก็เลี่ยงการเบ่ง
             ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ
             หลังจากกินอาหารทันที พยายามหลบหลีกการนอนราบ
             หลีกเลี่ยงการกินอาหารมื้อมืดค่ำ
             ทานอาหารปริมาณพอดีในแต่ละมื้อ
             เลี่ยงเครื่องดื่มบางจำพวก อาทิเช่น กาแฟ น้ำอัดลม
             หากจะนอนหลังรับประทานอาหาร ควรรอราว 3 ชั่วโมง

  • การรักษาด้วยยา ในกรณีที่เปลี่ยนแปลงการกระทำแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น จะต้องใช้ยาร่วมด้วย ควรจะรับประทานยาตามกำหนดอย่างเคร่งครัด และก็ถ้ามีปัญหาควรหารือหมอหรือเภสัชกร


             ปัจจุบันยาที่ได้ผลดีที่สุด เป็นยาลดกรดในกรุ๊ปยั้งโปรตอนปั๊ม (Proton pump inhibitors) ยกตัวอย่างเช่น โอเมพราโซล (omeprazole)ขนาด 20 มก. วันละ 1-2 ครั้ง ซึ่งมีคุณภาพสูงมากสำหรับการคุ้มครองอาการโรคกรดไหลย้อน โดยให้รับประทานยาต่อเนื่องกันเป็นเวลา 6 - 8อาทิตย์ หรืออาจจำต้องใช้ยาเป็นระยะเวลาที่ยาวนานหลายเดือนขึ้นอยู่กับคนไข้แต่ละราย ดังเช่นในกรณีที่เป็นมากหรือมีอาการมานาน ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการปรับการรับประทานยาเป็นช่วงๆตามอาการที่มี  หรือรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน
             บางกรณีบางทีอาจใช้ยาเพิ่มการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารร่วมด้วย ได้แก่ เมโทโคลพราไมด์ (metoclo-pramide) ขนาด 10 มก. 1 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ซึ่งยานี้ควรจะกินก่อนที่จะรับประทานอาหารประมาณ 30 นาที

  • การผ่าตัด เพื่อเป็นการป้องกันและไม่ให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่ หลอดอาหาร คอแล้วก็กล่องเสียง การรักษาแนวทางแบบนี้จะทำใน


             คนไข้ที่มีลักษณะอาการร้ายแรง ซึ่งให้การรักษาโดยการใช้ยาอย่างเต็มเปี่ยมแล้วไม่ดีขึ้น
             คนป่วยที่ไม่สามารถรับประทานยาที่ใช้สำหรับการรักษาภาวะนี้ได้
             คนเจ็บที่หลังจากการใช้ยา แต่ว่าไม่ได้อยากต้องการที่จะรับประทานยาต่อ
             คนเจ็บที่กลับกลายซ้ำบ่อยหลังหยุดยา
ทั้งนี้คนป่วยที่ต้องได้รับการผ่าตัดมีเพียงแค่ปริมาณร้อยละ 10 เท่านั้น การรักษาโดยการผ่าตัดมีหลายวิธี อย่างเช่น endoscopic fundoplication, radiofrequency therapy, injection / implantation therapy ฯลฯ

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่นำไปสู่โรคกรดไหลย้อน

  • อายุ ยิ่งสูงมากขึ้น ช่องทางกำเนิดโรคนี้ยิ่งสูงมากขึ้น
  • การกินอาหารแต่ละมื้อในปริมาณสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรับประทานมื้อเย็นก่อนนอน เนื่องจากว่าจำนวนของกินยังค้างอยู่ในกระเพาะ และการนอนราบยังเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหาร ของกินรวมทั้งกรดจึงไหลถอยกลับเข้าหลอดของกินได้ง่าย
  • การกินอิ่มมากมายไป (รับประทานอาหารมื้อใหญ่หรือปริมาณมาก)กระตุ้นให้มีน้ำย่อยหลั่งออกมามาก ประกอบกับการขยายตัวของกระเพาะทำให้หูรูดคลายตัวเยอะขึ้นเรื่อยๆ
  • การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน (ได้แก่ กาแฟ ยาชูกำลัง) นอกจากกระตุ้นให้หลั่งกรดในกระเพาะอาหารเยอะขึ้นเรื่อยๆแล้ว ยังเสริมให้หูรูดคลายตัวอีกด้วย
  • การกินของกินที่ไขมันสูง ข้าวผัด ของทอดรวมทั้งอาหารผัดน้ำมัน ทำให้กระเพาะขยับเขยื้อนช้าลง ทำให้มีโอกาสเกิดกรดไหลย้อนได้มากขึ้น
  • โรคหืด เชื่อว่ามีต้นเหตุมาจากการไอแล้วก็หอบ ทำให้เพิ่มแรงกดดันในท้อง ทำให้กรดไหลย้อน
  • การสูบยาสูบ การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาร์บอเนต (น้ำอัดลม) การกินของกินเผ็ดจัด หัวหอม กระเทียม ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ น้ำองุ่น น้ำผลไม้เปรี้ยว (ดังเช่นว่า น้ำส้มคั้น) ผลไม้เปรี้ยว ช็อกโกแลต หรือสะระแหน่ การใช้ยาบางจำพวก (อย่างเช่น ยาขยายหลอดลม ยาแอนติโคลิเนอร์จิก ยาลดระดับความดันกรุ๊ปปิดกั้นบีตาและกรุ๊ปต่อต้านแคลเซียม ยาใช้ภายนอกงจิตประสาท ฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน เป็นต้น) จะเสริมให้หูรูดคลายตัว หรือมีกรดหลั่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  • แผลเพ็ปติก รวมทั้งการใช้ยากลุ่มอนุพันธ์ฝิ่น ทำให้ของกินเคลื่อนลงสู่ไส้ช้าลง ทำให้มีกรดไหลย้อนได้
  • โรคอ้วน เพราะเหตุว่าจะมีผลให้มีความดันในช่องท้องสูงมากขึ้น ความดันในกระเพาะอาหารจึงสูงมากขึ้นตามไปด้วย
  • การมีท้อง เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มความดันในกระเพาะจากครรภ์ที่ใหญ่ขึ้น
  • เบาหวาน เมื่อเป็นโรคนี้นานๆจะมีการเสื่อมของประสาทกระเพาะ ทำให้กระเพาะอาหารขับเคลื่อนช้า ก็เลยนำมาซึ่งการก่อให้เกิดกรดไหลย้อนได้
  • ความเครียด เนื่องจากความเคร่งเครียดมีส่วนทำให้หลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากยิ่งขึ้น
  • การมีไส้เลื่อนกะบังลม (Hiatal hernia, Diaphragmatic hernia ซึ่งมีกระเพาะอาหารนิดหน่อยไหลเลื่อนลงไปที่กะบังลม) ขนาดใหญ่ ทำให้หูรูดอ่อนแอมากขึ้นเรื่อยๆ


การติดต่อของโรคกรดไหลย้อน โรคกรดไหลย้อนมีเหตุที่เกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อหูรูดข้างล่างของหลอดของกิน ทำให้มีกรด (น้ำย่อย) จากกระเพาะไหลย้อนกลับมาขึ้นไปที่หลอดของกินและมีการอักเสบและอาการต่างๆตามมา ซึ่งโรคกรดไหลย้อนนี้มิได้เป็นโรคติดต่อ เพราะว่าไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคกรดไหลย้อน

  • รับประทานยาให้ครบถ้วนบริบูรณ์รวมทั้งสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์
  • สังเกตว่าบริโภคสิ่งใดบ้างที่ทำให้อาการไม่ดีขึ้น แล้วมานะหลีกเลี่ยง อาทิเช่น อาหารมัน (รวมทั้งข้าวผัด ของทอด ของผัดที่อมน้ำมัน) อาหารเผ็ดจัด หัวหอม กระเทียม แอลกอฮอล์ บุหรี่ ชา กาแฟ เครื่องดื่มผสมกาเฟอีน น้ำอัดลม     น้ำผลไม้เปรี้ยว ผลไม้เปรี้ยว ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ ช็อกโกแลต ยาบางประเภท
  • เลี่ยงการกินอาหารจำนวนมาก (หรืออิ่มจัด) แล้วก็เลี่ยงการดื่มน้ำมากๆระหว่างทานอาหาร ควรกินอาหารมื้อเย็นในปริมาณ น้อย แล้วก็ทิ้งช่วงห่างจากเวลาเข้านอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
  • หลังกินอาหารควรปลดเข็มขัดแล้วก็ตะขอกางเกงให้หลวม ไม่สมควรนอนราบหรือนั่งงอตัว โค้งตัวลงต่ำ ควรจะนั่งหลังตรง ยืน หรือให้รู้สึกสบายท้อง หลบหลีกการชูของหนักและการบริหารร่างกายหลังอาหารใหม่ๆ
  • หมั่นบริหารร่างกายและก็คลายเครียด เนื่องเพราะความตึงเครียดมีส่วนทำให้หลั่งกรดมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้อาการเกิดขึ้นอีกได้
  • ถ้าเกิดน้ำหนักเกินหรืออ้วน ควรหาทางลดความอ้วน
  • ถ้าหากมีลักษณะกำเริบตอนนอน หรือตื่นรุ่งเช้า มีลักษณะอาการเจ็บคอ เจ็บลิ้น เสียงแหบ ไอ ควรจะหนุนหัวสูง 6-10 นิ้ว โดยการหนุนขาเตียงด้านศีรษะให้สูง หรือใช้เครื่องไม้เครื่องมือพิเศษ (bed wedge pillow) สอดใต้ที่นอนให้เอียงลาดจากหัวลงมาถึงระดับเอว หรือใช้เตียงที่มีกลไกปรับหัวเตียงให้สูงได้ ไม่ชี้แนะให้ใช้แนวทางหนุนหมอนหลายใบให้สูง เพราะเหตุว่าอาจจะส่งผลให้ท้องโค้งงอ ทำให้ความดันในท้องเยอะขึ้น ดันให้น้ำย่อยไหลย้อนได้
  • งดเว้น/เลิก ไม่ดูดบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์
  • ควบคุมรักษาโรคที่เป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง
  • พบหมอตามนัดเสมอ รวมทั้งรีบพบแพทย์ก่อนนัดหมายเมื่ออาการต่างๆเหลวแหลกลงหรือผิดไปจากเดิม


การปกป้องตนเองจากโรคกรดไหลย้อน การปกป้องโรคกรดไหลย้อนนั้นตัวเราเองเป็นหัวใจสำคัญที่จะสามารถคุ้มครองการเกิดโรคได้ โดยการเปลี่ยนแปลงความประพฤติปฏิบัติการดำนงชีพของพวกเรา ได้แก่

  • เลือกทานอาหารและเสี่ยงกินอาหารโดยของกินที่ควรเลี่ยง ตัวอย่างเช่น


             ชา กาแฟ และก็น้ำอัดลมทุกชนิด
             อาหารทอด อาหารไขมันสูง
             อาหารรสจัด รสเผ็ด
             ผลไม้รสเปรี้ยว ส้ม มะนาว มะเขือเทศ
             หอมหัวใหญ่ สะระแหน่ เปปเปอร์มิ้นต์
             ช็อกโกแลต

  • ทานอาหารมื้อเล็กๆพออิ่ม การรับประทานอิ่มเกินความจำเป็นจะก่อให้หูรูดหลอดอาหารเปิดง่ายดายมากยิ่งขึ้นแล้วก็นำไปสู่การย้อนของกรดง่ายขึ้น
  • ไม่ควรนอนหรือเอนกายหลังรับประทานอาหารโดยทันที หลังรับประทานอาหารเสร็จควรจะรอขั้นต่ำ 3 ชั่วโมงก็เลยเอนตัวนอน เพื่อให้ของกินเคลื่อนตัวออกจากกระเพาะเสียก่อน
  • งดบุหรี่และก็เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์ สารนิโคตินในบุหรี่เพิ่มความเป็นกรดในกระเพาะอาหารและทำให้หูรูดอ่อนแด ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮล์ทำให้หูรูดเปิดออกได้ด้วยเหมือนกัน
  • ลดแรงกดต่อกระเพาะของกิน เสื้อผ้าและเข็มขัดที่รัดแน่นบริเวณฝาผนังท้อง การก้มตัวไปข้างหน้า น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน ล้วนเป็นสาเหตุที่เพิ่มแรงกดต่อกระเพาะของกินและทำให้กรดไหลถอยกลับ
  • ผ่อนคลายความเครียด ความตึงเครียดที่มากเหลือเกินจะมีผลให้อาการแย่ลง จำเป็นที่จะต้องหาเวลาพักผ่อนแล้วก็บริหารร่างกายให้สมดุลกับตารางชีวิต
  • รักษาโรคประจำตัวที่เป็นต้นเหตุที่จะก่อให้เกิดโรคกรดไหลย้อน เช่น โรคเบาหวาน โรคหืด โรคอ้วน แผลเท็ปตำหนิก ฯลฯ

    สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง / รักษาโรคกรดไหลย้อน
    ยอ  ชื่อวิทยาศาสตร์ Morinda citrifolia ตระกูล Rubiaceae มีรายงานการศึกษาเรียนรู้ในหนู พบว่า “ยอ” ซึ่งมีสารสำคัญหมายถึงสวัวโปเลตำหนิน (scopoletin) เป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยนั้น สามารถลดการอักเสบของหลอดอาหารจากการไหลย้อนของกรดได้ประสิทธิภาพที่ดี พอกับยามาตรฐานที่ใช้สำหรับในการรักษากรดไหลย้อนหมายถึงรานิติดีน (ranitidine) แล้วก็แลนโสพราโซล (lansoprazole) เหตุเพราะมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต่อต้านการหลั่งของกรด ต้านทานการเกิดแผล และก็ทำให้การบีบตัวของระบบทางเดินอาหาร โดยมีผลต่อระบบประสาทที่เกี่ยวโยงโดยตรง รวมทั้งยังมีรายงานว่าสามารถเพิ่มการดูดซึมของรานิติดีน “ยอ” จึงเหมาะสมสำหรับเพื่อการเป็นสมุนไพรสำหรับรักษาอาการกรดไหลย้อนเป็นอย่างยิ่ง ทั้งจากการศึกษาวิจัยข้างต้น และก็การที่ “ยอ” มีรสร้อน ช่วยสำหรับการย่อยของกิน ทำให้อาหารไม่หลงเหลือ ไม่เกิดลมในกระเพาะอาหาร ลดการเกิดแรงกดดันที่ทำให้กรดไหลย้อน “ยอ” ยังช่วยให้กระเพาะบีบเคลื่อนก้าวหน้าขึ้น ทำให้ของกินเขยื้อนจากกระเพาะไปสู่ลำไส้เล็กเจริญขึ้น
    ดังนี้สมุนไพรที่บางทีอาจใช้ร่วมกันเป็นขมิ้นชัน เหตุเพราะขมิ้นชันมีคุณประโยชน์ในการรักษาอาการท้องอืด รวมทั้งช่วยขับน้ำดีเพื่อย่อยไขมัน ทำให้ของกินไม่ตกค้างในกระเพาะอาหาร แล้วก็ลำไส้เล็กนานเกินไป ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย มีผู้แนะนำให้รับประทานขมิ้นชันก่อนอาหาร 1-2 ชั่วโมง เช้า ตอนกลางวัน เย็น และก่อนนอน ขนาดรับประทานเป็น ครั้งละ 1 ช้อนชาสำหรับแบบผง หรือ 3 เม็ดๆละ 500 มิลลิกรัม
    ขมิ้น ชื่อวิทยาศาสตร์     Curcuma longa L. สกุล     Zingiberaceae ชื่อพ้อง  C. domestica Valeton  ชื่ออื่นๆ   ขมิ้นแกง ขมิ้นเย้าหยอก ขมิ้นหัว ขมิ้นชัน ขี้มิ้น หมิ้น ตายอ สะยอ Turmeric สารออกฤทธิ์                curcumin, ar-turmerone curcumin จากขมิ้นลดการอักเสบจากรอยแผลได้ดี การทดลองในหลอดทดลอง โดยใช้สารสกัดขมิ้น 160 มก./กิโลกรัม กรอกเข้าทางกระเพาะอาหาร (intragastric) ของหนูขาว ยั้งการอักเสบคิดเป็น 29.5% curcumin มีฤทธิ์ต้านการอักเสบที่เกิดขึ้นมาจากการเหนี่ยวนำด้วยคาราจีแนน การทดลองเปรียบเทียบระหว่าง phenylbutazone กับ sodium curcuminate 30 มก./กิโลกรัม พบว่าได้ผลดี แต่ว่าถ้าเกิดสูงขึ้นเป็น 60 มก./กิโลกรัม ฤทธิ์ต้านการอักเสบจะน้อยลง แล้วก็ sodium curcuminate ยังสามารถยับยั้งการบีบตัวของลำไส้หนูในหลอดทดสอบที่รั้งนำจากนิโคติน อะซีติเตียนลโคลีน 5-hydroxy-tryptamine ฮีสตามีนรวมทั้งแบเรียมคลอไรด์ นอกเหนือจากนี้ sodium curcuminate ยังลดจังหวะการบีบรัดตัวของลำไส้เล็กของกระต่าย โดยไปลดระยะห่างของจังหวะการบีบรัดตัวของลำไส้
    ขมิ้นสามารถต้านทานการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร โดยกระตุ้นการหลั่งไม่วสินมาเคลือบแล้วก็ยั้งการหลั่งน้ำย่อยต่างๆสารสำคัญในการออกฤทธิ์คือ curcumin ในขนาด 50 มก./กิโลกรัม สามารถกระตุ้นการหลั่งมิวซินออกมาฉาบกระเพาะ แม้กระนั้นถ้าใช้ในขนาดสูงอาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะได้
    มีการทดสอบในกระต่ายเปรียบเทียบกับกรุ๊ปที่มีการหลั่งกรดมากมาย พบว่าผงขมิ้นไม่เปลี่ยนแปลงจำนวนน้ำย่อยรวมทั้งกรดในกระเพาะ แต่ว่าเพิ่มส่วนประกอบของมิวสิน
    ย่านาง หรือใบย่านาง มีชื่อด้านวิทยาศาสตร์ว่า Tiliacora triandra (Colebr.) Diels มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Bamboo grass อยู่ในตระกูล Menispermaceae ใบของย่านาง คือเป็นส่วนที่เป็นประโยชน์แล้วก็ถูกนำมาใช้สำหรับการรักษาโรคเยอะที่สุด เนื่องจากว่าเป็นพืชที่มีฤทธิ์เย็น รวมทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระในจำนวนสูง นอกนั้นถูกจัดไว้ภายในแบบเรียนสมุนไพรว่าเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย ซึ่งประโยชน์ซึ่งมาจากใบย่านางสำหรับเพื่อการรักษาโรคมีดังนี้
    ระบบทางเดินอาหาร -ช่วยรักษาโรคกระเพาะ ไส้อักเสบ   -ช่วยลดอาการหดเกร็งตามลำไส้          -ช่วยรักษาลักษณะของกรดไหลย้อน
    รักษาแล้วก็คุ้มครองป้องกันโรคภัยต่างๆ-ช่วยรักษาโรคความดันเลือดสูง  -ช่วยคุ้มครองป้องกันและก็บำบัดรักษาการเกิดโรคหัวใจ  -ช่วยป้องกันรวมทั้งลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งได้  -ช่วยรักษาลักษณะโรคโรคเบาหวาน โดยไปลดระดับน้ำตาลในเลือดให้น้อยลง
    ระบบผิวหนัง  -ช่วยสำหรับเพื่อการรักษาโรคเริม งูสวัด   -ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
    ระบบแพร่พันธุ์และฟุตบาทปัสสาวะ  -ช่วยรักษาโรคนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ นิ่วในถุงน้ำดี   -ช่วยรักษาอาการเยี่ยวแสบขัด ออกร้อนในฟุตบาทเยี่ยว
    ขึ้นฉ่าย (Apium graveolens L.) ช่วยบำรุงระบบการทำงานด้านการย่อยอาหารภายในร่างกายรวมทั้งช่วยลดลักษณะโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะ ซึ่งรวมถึงโรคกรดไหลย้อน
    เอกสารอ้างอิง

  • Rao TS, Basu N, Siddiqui HH.  Anti-inflammatory activity of curcumin analogs.  Indian J Med Res 1982;75:574-8.
  • รศ.ดร.สุจิตรา ทองประดิษฐ์โชติ.เกิร์ด (GERD)-โรคกรดไหลย้อน.ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.  “โรคกรดไหลย้อน/เกิร์ด (Gastroesophageal reflux disease/GERD)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 533-536.
  • โรคกรดไหลย้

5

โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies , Hidrophobia)
โรคพิษสุนัข คืออะไร  “โรคพิษสุนัขบ้า” “โรคกลัวน้ำ” หรือ “โรคหมาว้อ” (ในภาษาอีสาน) เป็นโรคติดเชื้อของระบบประสาทส่วนกลางที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน (ZOONSIS) ที่มีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต ผู้ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะเสียชีวิตเกือบทุกราย เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ในการรักษา โดยผู้ป่วยทุกรายที่มีอาการแสดงมักจะเสียชีวิตภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน และในอดีต จะมีผู้ที่เสียชีวิตจากโรคนี้อยู่พอสมควร  ซึ่งผู้ป่วยมักมีประวัติถูกสุนัขกัดแล้วไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์แต่ทั้งนี้โรคพิษสุนัขบ้าก็ยังเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนหลังจากถูกกัดหรือข่วน   
ในแต่ละปีองค์การอนามัยโลกรายงานผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้ามากกว่า 60,000 รายทั่วโลก โดยพบมากในประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา ซึ่งผู้ป่วยเกือบทั้งหมดได้รับเชื่อจากการถูกสุนัขกัด และแม้ว่าทุกคนจะมีความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้าแต่ร้อยละ 40 ของผู้ที่ถูกสุนัขบ้ากัดเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยผู้ป่วยโรคนี้พบมากที่สุดในประเทศอินเดียประมาณ 20000 รายต่อปี สำหรับในประเทศไทยมีรายงานคนถูกสัตว์กัดหรือข่วนมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี และสถิติของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขในช่วงปี พ.ศ. 2554-2558 มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า 5-7 รายต่อปี และในปี (2559) นี้นับจากต้นปีจนถึงเดือนสิงหาคมมีผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว 7 ราย โรคนี้จึงนับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่มีความสำคัญยิ่งของประเทศไทยอีกโรคหนึ่ง
สาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้า สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส rabies virus ซึ่งเป็น  lyssavirus type 1 ในตระกูล Rhabdoviridae ที่อยู่ในน้ำลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเชื้อไวรัสนี้จะทำให้เกิดภาวะสมองอักเสบทั้งในคนและสัตว์ แต่ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสแล้ว ถ้าได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าและสารภูมิคุ้มกันต้านทาน (Immunoglobulin) อย่างรวดเร็วเหมาะสมก็จะไม่เป็นโรค แต่ถ้าไม่ได้การรักษาดังกล่าวก็จะป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งไม่มียารักษาและเสียชีวิตในที่สุด
            โรคพิษสุนัขบ้าพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด เช่น สุนัข แมว ค้างคาว วัว ลิง ชะนี  กระรอก กระต่าย รวมถึงหนู เป็นต้น แต่พบว่าสุนัขและแมวเป็นสัตว์ที่นำโรคพิษสุนัขบ้ามาสู่คนได้บ่อยที่สุดในประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา ใน 
            ที่มา  : Wikipedia 
ประเทศที่พัฒนาแล้วแทบไม่พบว่าสุนัขและสัตว์เลี้ยงในบ้านชนิดอื่นๆเป็นสาเหตุของโรค เนื่องจากมีการควบคุมการให้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์เลี้ยงอย่างเข้มงวด ไม่มีสัตว์จรจัด สัตว์ที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ (มากกว่า 90%) จึงเป็นสัตว์ป่า เช่น แรคคูน สกั๊ง สุนัขจิ้งจอก และที่สำคัญคือค้างคาว  แม้ว่ารายงานจากสำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2556 พบว่าสัตว์ที่ตรวจยืนยันพบเชื้อพิษสุนัขบ้าส่วนใหญ่ไม่เคยได้ฉีดหรือไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แต่ร้อยละ 9.2 ของสัตว์ที่ยืนยันเป็นโรคพิษสุนัขบ้า พบว่ามีประวัติการได้รับเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามาก่อน
อาการของโรคพิษสุนัขบ้า อาการของผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้า สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

  • ระยะอาการนำของโรค (Prodrome) ผู้ป่วยจะมีไข้ต่ำๆ (38-38.5 องศาเซลเซียส) ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน อาจมีอาการกระสับกระส่าย ลุกลี้ลุกลน วิตกกังวล มีความรู้สึกกลัว นอนไม่หลับ อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ที่สำคัญซึ่งถือเป็นอาการที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคนี้คือ บริเวณบาดแผลที่ถูกกัด อาจมีอาการปวดเสียว คัน ชา หรือปวดแสบปวดร้อน โดยเริ่มที่บริเวณบาดแผล แล้วลามไปทั่วทั้งแขนหรือขา

ระยะปรากฏอาการทางระบบประสาท (Acute neurol มักเกิดภายหลังอาการนำดังกล่าว 2-10 วัน ซึ่งแบ่งเป็น 3 แบบ ได้แก่

  • แบบคลุ้มคลั่ง (Forious rabies) ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด (ประมาณร้อยละ 60-70 ของผู้ป่วย) ในระยะแรกๆ อาจมีเพียงอาการไข้ กระวนกระวาย สับสน ซึ่งจะเกิดบ่อยเมื่อถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า เช่น แสง เสียง เป็นต้น ต่อมาจะมีการแกว่งของระดับความรู้สึกตัว (เดี๋ยวดี เดี๋ยวไม่ดีสลับกัน) ขณะรู้สึกตัวดี ผู้ป่วยจะพูดคุยตอบโต้ได้เป็นปกติ แต่ขณะความรู้สึกตัวไม่ดี ผู้ป่วยจะมีอาการกระวนกระวาย ผุดลุกผุดนั่ง เดินเพ่นพ่าน เอะอะอาละวาด ต่อมาจะมีอาการกลัวลม (เพียงแต่เป่าลมเข้าที่หน้าหรือคอจะมีอาการผวา) กลัวน้ำ (เวลาดื่มน้ำจะปวดเกร็งกล้ามเนื้อคอหอยทำให้กลืนไม่ได้ ไม่กล้าดื่มน้ำทั้งๆ ที่กระหาย หรือแม้แต่จะกล่าวถึงน้ำก็กลัว) ซึ่งพบได้เกือบทุกราย แต่ไม่จำเป็นต้องพบร่วมกันทั้ง 2 อาการ และอาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อผู้ป่วยเริ่มเข้าสู่ระยะไม่รู้สึกตัว



    นอกจากนี้ ยังพบอาการถอนหายใจเป็นพักๆ (มักพบในระยะหลังของโรค) และอาการผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น น้ำตาไหล น้ำลายไหล เหงื่อออกมาก ขนลุก ในผู้ชายอาจมีการแข็งตัวขององคชาตและหลั่งน้ำอสุจิบ่อย ซึ่งเกิดขึ้นเองโดยไม่ตั้งใจในที่สุดผู้ป่วยจะซึม หมดสติ หยุดหายใจ และเสียชีวิตภายใน 7 วัน (เฉลี่ย 5 วัน) หลังจากเริ่มแสดงอาการ

  • แบบอัมพาต (นิ่งเงียบ) (Paralytic rabies) ซึ่งพบได้บ่อยรองลงมา (ประมาณร้อยละ 30) มักมีอาการไข้ ร่วมกับกล้ามเนื้อแขนขาและทั่วร่างกายอ่อนแรง กลั้นปัสสาวะไม่ได้ พบอาการกลัวลมและกลัวน้ำประมาณร้อยละ 50 ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักเสียชีวิตช้ากว่าแบบที่ 1 คือเฉลี่ย 13 วัน  บางครั้งอาจแยกจากกลุ่มอาการกิลเลนบาร์เร (Guillain Barre syndrome) ได้ยาก
  • แบบแสดงอาการไม่ตรงต้นแบบ (non-classic) ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่ถูกค้างคาวกัด ในระยะแรกผู้ป่วยอาจมีอาการปวดประสาทหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ต่อมาจะมีอาการแขนขาซีกหนึ่งเป็นอัมพาตหรือชา มีอาการชักและการเคลื่อนไหวผิดปกติ มักไม่พบอาการกลัวลม กลัวน้ำและอาการผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติดังแบบที่ 1


  • ระยะไม่รู้สึกตัว (coma) ผู้ป่วยทุกรายเมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้ายจะมีอาการหมดสติและเสียชีวิต (จากระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว รวมทั้งหัวใจเต้นผิดจังหวะ) ภายใน 1-3 วันหลังมีอาการของระยะไม่รู้สึกตัว
แนวทางการรักษาโรคพิษสุนัขบ้า การวินิจฉัยแพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการแสดง (เช่น กลัวลม กลัวน้ำ ซึม ชัก แขนขาอ่อนแรง) ร่วมกับประวัติการถูกสัตว์กัดมาก่อน  ส่วนในรายที่ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้แน่ชัด  เช่น ผู้ป่วยมีอาการของโรคพิษสุนัขบ้าในช่วงระยะอาการนำของโรคจะเป็นอาการที่ไม่จำเพาะ หรืออาการแสดงในระยะปรากฏอาการทางระบบประสาทในช่วงแรกที่คล้ายกับโรคสมองอักเสบจากเชื้ออื่น ๆ แพทย์ต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเพาะเพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยว่าอาการที่ปรากฏนั้นจากโรคพิษสุนัขบ้าไม่ใช่จากโรคอื่น ๆ โดยวิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการดังกล่าวนั้น ได้แก่

  • Direct fluorescent antibody test เป็นการตัดชิ้นเนื้อผิวหนังบริเวณคอ แล้วนำมาตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีการใช้สารเรืองแสง ซึ่งจะพบเชื้ออยู่บริเวณเส้นประสาทใต้ต่อมขน ซึ่งเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูง
  • RT-PCR เป็นการตรวจหาเชื้อไวรัสจากน้ำลาย น้ำไขสันหลัง หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ จากผู้ป่วย โดยเป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมที่จำเพาะต่อเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงเช่นกัน แต่มีราคาแพง
  • ในกรณีที่ผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว เมื่อนำศพไปผ่าพิสูจน์จะพบลักษณะของเซลล์ประสาทที่มีความจำเพาะกับโรคนี้มาก ที่เรียกว่า “เนกริบอดีส์” (Negri bodies) อยู่ภายในเซลล์

    สำหรับการรักษาโรคพิษสุนัขบ้านั้นหากเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าเข้าสู่เส้นประสาทแล้วก็จะไม่มียาชนิดไหนที่สามารถรักษาให้หายได้เลย ดังนั้น
    หลักของการรักษาโรคพิษสุนัขบ้าคือ การล้างแผล การให้สารภูมิต้านทาน เพื่อไปทำลายเชื้อ และการให้วัคซีนพิษสุนัขบ้าหลังจากถูกกัดให้เร็วที่สุด

  • การล้างแผล เมื่อผู้ป่วยถูกสัตว์กัดมาจะต้องรีบล้างแผลโดยเร็ว การล้างแผลด้วยน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวก็สามารถลดจำนวนเชื้อไวรัสที่บริเวณบาดแผลได้บ้าง การใช้สบู่และยาฆ่าเชื้อเช่น น้ำ ยาเบตาดีน หรือน้ำยาแอลกอฮอล์ 70% จะสามารถทำลายเชื้อได้มากขึ้น

    การล้างแผลควรล้างให้ลึกถึงก้นแผล ทั้งนี้เชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าเป็นเชื้อที่ไม่ทนถูกทำลายง่ายด้วยยาฆ่าเชื้อต่างๆ รวมทั้งแสงยูวี (UV, ultraviolet light) หรือแสงแดด และอากาศที่แห้ง  ขนาดของบาดแผล จำนวนของบาดแผล และตำแหน่งของบาดแผล สัมพันธ์กับการเกิดโรค ถ้าแผลยิ่งอยู่ใกล้สมองเท่าไหร่ ระยะฟักตัวก็จะยิ่งสั้น แผลจำนวนยิ่งมากหรือขนาดแผลยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งมีโอกาสได้รับเชื้อมากเท่านั้น

  • การให้สารภูมิคุ้มกันต้านทาน เชื้อไวรัสเมื่อเข้าสู่บาดแผลจะเดินทางเข้าสู่กล้ามเนื้อ แบ่งตัวเพิ่มจำนวนและพร้อมจะเข้าสู่เส้นประสาท ในช่วงนี้เองที่การรักษาด้วยการให้สารภูมิคุ้มกันต้าน ทานจะไปทำลายเชื้อไม่ให้เข้าสู่เส้นประสาทได้ ผู้ป่วยจึงไม่เกิดเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานช้าเกินไป รวมทั้งไม่ได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าด้วย เชื้อจะเข้าสู่เส้นประสาทได้ในที่สุด ซึ่งเมื่อเชื้อเข้าสู่เส้นประสาทได้แล้วจะไม่มียาตัวใดรักษาให้หายได้เลย ซึ่งการให้สารภูมิ คุ้มกันต้านทานสามารถให้พร้อมกับวัคซีนได้เลย โดยจะฉีดเข้าสู่รอบๆแผลที่ถูกกัด แต่ถ้าไม่มีบาดแผล เช่น โดนสัตว์เลียปากมาก็ให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
  • การให้วัคซีนพิษสุนัขบ้า เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต้านทาน (Antibody) ขึ้นมาทำลายเชื้อโรคเอง เนื่องจากสารภูมิคุ้มกันต้านทานที่ผู้ป่วยได้รับจะมีฤทธิ์อยู่เพียงชั่วคราว ซึ่งหลังจากฉีดวัคซีนร่างกายจะใช้เวลาประมาณ 10 - 14 วันจึงจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาพอที่จะทำลายเชื้อโรคได้

    สำหรับแนวทางในการพิจารณาว่าผู้ป่วยรายใดที่ถูกสัตว์สัมผัสถูกกัดหรือถูกข่วน จำเป็นต้องให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานและวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าหรือไม่นั้น ในแต่ละประเทศจะมีแนวทางการรักษาที่ไม่เหมือนกัน สำหรับในประเทศไทยมีแนวทางดังนี้

  • ถ้าสัมผัสกับสัตว์ (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดทั้งสัตว์บ้านและสัตว์ป่า) หรือถูกเลียโดยที่ผิว หนังไม่มีบาดแผลใดๆ ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร
  • ถ้าถูกงับเป็นรอยช้ำเล็กๆบนผิวหนัง หรือถูกข่วนเป็นรอยถลอกมีเลือดออกเพียงซิบๆ หรือถูกเลียบนผิวหนังที่มีบาดแผล ให้รีบฉีดวัคซีนทันที
  • ถ้าถูกกัดหรือข่วนที่มีเลือดออกชัดเจน หรือถูกเลียโดนเยื่อบุต่างๆ เช่น เลียตา เลียปาก ให้รีบให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานและวัคซีนทันที


ในประเทศไทยกระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ใช้สูตรการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าในผู้ป่วยภายหลังสัมผัสสัตว์ที่เป็นโรคหรือสงสัยเป็นโรค (เรียกว่า Post exposure prophylaxis) เพียง 2 สูตร คือ

  • การฉีดเข้ากล้ามเนื้อแบบวิธีมาตรฐาน (แบบ ESSEN) คือให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขนในผู้ใหญ่ หรือที่ต้นขาในเด็กเล็ก โดยกำหนดให้ฉีดในวันที่ 0 (วันแรกที่มาฉีดวัคซีน) 3, 7, 14 และ 28 หรือ 30
  • การฉีดเข้าผิวหนังตามสภากาชาดไทย (Thai Red Cross-ID) คือให้ฉีดเข้าในผิว หนัง 2 จุดที่บริเวณต้นแขนทั้ง 2 ข้าง ในวันที่ 0, 3, 7 และฉีด 1 จุดในวันที่ 28 และ 90 หรือฉีด 2 จุดในวันที่ 28 ซึ่งปริมาณวัคซีนที่ใช้ฉีดจะน้อยกว่าแบบที่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ จึงประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า
สามารถสังเกตอาการของสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้อย่างไร
            อาการของโรคพิษสุนัขบ้าไม่แตกต่างกันมากนักในแต่ละชนิดของสัตว์ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงอาการในสุนัขและแมวเท่านั้น เนื่องจากเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดและพบว่าเป็นพาหนะนำโรคที่สำคัญในประเทศไทย โดยอาการป่วยที่สังเกตได้แบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะอาการนำ (Prodromal phase)

    สุนัข : ในระยะนี้สุนัขจะมีพฤติกรรมและนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไปโดยจะเปลี่ยนไปในลักษณะตรงข้ามกับที่เป็นอยู่ สุนัขที่เคยเชื่องกับคนจะดุร้ายขึ้น ส่วนสุนัขที่ชอบหนีคนจะเข้าหาคนและแสดงความเป็นมิตรมากขึ้น หากสังเกตให้ดีจะพบว่าสุนัขบางตัวมีม่านตาขยายกว้างกว่าปกติ และมีการตอบสนองต่อแสงลดลง นอกจากนี้สุนัขบางตัวจะคันและเลียบริเวณที่ถูกกัดจนกระทั่งเกิดเป็นแผลถลอก สุนัขจะแสดงอาการในระยะนี้ประมาณ 2-3 วัน
    แมว : อาการในระยะนี้ของแมวจะคล้ายคลึงกับอาการในสุนัข แต่ต่างกันเล็กน้อยตรงที่ในแมวจะมีไข้สูงเป็นช่วงๆ และจะแสดงพฤติกรรมผิดไปจากปกติมาก โดยแมวจะแสดงอาการในระยะนี้ 1-2 วัน

  • ระยะตื่นเต้น (Excitative phase)

    สุนัข : อาการของสุนัขในระยะนี้จะเห็นได้ชัดเจนที่สุดและเป็นที่มาของชื่อ “โรคพิษสุนัขบ้า” โดยสุนัขจะมีอาการกระวนกระวายมากขึ้น พยายามที่จะหนีออกจากที่อยู่เดิม เมื่อหนีออกมาได้จะวิ่งเตลิดอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย มักจะแสดงอาการแปลกๆ เช่น งับลมหรือกัดสิ่งของต่างๆ เช่นก้อนหิน ดิน และมักจะไล่กัดทุกสิ่งที่ขวางหน้าเป็นอาการบ้าคลั่งอย่างเด่นชัด หากจับขังกรงจะงับและกัดกรงอย่างรุนแรงจนเกิดบาดแผลที่ปากที่เลือดไหล หรือฟันหักโดยไม่แสดงอาการเจ็บปวด ต่อมาเสียงเห่าหอนจะเริ่มผิดปกติไปเนื่องจากเกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อกล่องเสียง ต่อมากล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการเคี้ยว และควบคุมการทำงานของลิ้นอาจเกิดอัมพาตขึ้นทำให้ลิ้นห้อยออกมานอกปาก มีน้ำลายไหลมาก ต่อมาลำตัวจะเริ่มแข็ง ขาหลังเริ่มอ่อนเปลี้ย ซึ่งเป็นอาการที่เริ่มเข้าสู่ระยะอัมพาต โดยทั้งสิ้นสุนัขจะแสดงอาการในระยะนี้อยู่ประมาณ 1-7 วัน
    แมว : อาการของแมวในระยะนี้จะแปลกไปกว่าปกติโดยจะแสดงอาการกระวนกระวาย จ้องมองสิ่งของหรือมองโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย เมื่อจับขังกรงแมวจะแสดงอาการกระวนกระวาย ตื่นกลัวอย่างมาก และจะกัดหรือข่วนวัตถุต่างๆ ที่อยู่ใกล้ แมวบางตัวยังแสดงอาการกล้ามเนื้อสั่น อ่อนแรงและทำงานไม่สัมพันธ์กัน นอกจากนี้แมวบางตัวจะวิ่งออกไปอย่างไร้จุดหมายจนเหนื่อยและตายในที่สุด

  • ระยะอัมพาต (Paralytic phase)

    สุนัข : ระยะนี้เป็นระยะสุดท้ายของโรคพิษสุนัขบ้า โดยพบว่าอาการในระยะนี้จะขึ้นกับอาการในระยะตื่นเต้นสุนัขที่แสดงอาการตื่นเต้นหรือดุร้ายอย่างชัดเจน อาการในระยะนี้จะสั้นมาก เมื่อสุนัขเริ่มแสดงอาการขาหลังอ่อนเปลี้ยแล้วในที่สุดจะล้มลงแล้วลุกไม่ได้ อาการอัมพาตที่เกิดขึ้นจะแผ่ขยายจากส่วนท้ายของลำตัวไปยังส่วนหัวอย่างรวดเร็ว และจะตายเนื่องจากการเกิดอัมพาตของระบบหายใจ  (respiratory paralysis) ส่วนในรายที่แสดงอาการตื่นเต้นไม่ชัดเจน หรือพบในระยะสั้นๆ อาจแสดงอาการระยะอัมพาตนานขึ้น จะสังเกตเห็นสุนัขมีอาการขึ้น จะสังเกตเห็นสุนัขมีอาการซึม อ้าปาก คางห้อยตก ลิ้นห้อยยาว ออกมานอกปาก น้ำลายไหลมาก ในระยะนี้สุนัขมักจะไม่กัดคนและจะแสดงอาการอยู่ 2-4 วัน หลังจากนั้นอาการอัมพาตจะแผ่ขยายทั่วตัวทำให้ตายด้วยการเกิดอัมพาตของระบบหายใจเช่นเดียวกัน
    แมว : ในระยะนี้แมวจะแสดงอาการคล้ายกับในสุนัขแต่อาการในระยะอัมพาตนี้มักจะเกิดขึ้นประมาณวันที่ 5 หลังเริ่มแสดงอาการ
    การติดต่อของโรคพิษสุนัขบ้า โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดต่อที่มีการติดต่อจากสัตว์สู่คน (zoonosis) ซึ่งเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลบนผิวหนัง โดยการถูกสัตว์ที่เป็นโรค กัด ข่วน หรือเลีย (สำหรับการเลีย จะต้องเลียถูกเยื่อเมือกหรือรอยแผลถลอกเล็กๆ น้อยๆ เชื้อจึงจะเข้าได้ แต่ถ้าผิวหนังเป็นปกติดี เชื้อจะผ่านเข้าไปไม่ได้) เชื้อจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวน แล้วเดินทางขึ้นไปตามเส้นประสาทส่วนปลายเข้าสู่ไขสันหลังและสมอง หลังจากนั้นจะแพร่กระจายลงมาตามระบบประสาทส่วนปลายไปยังอวัยวะต่างๆ รวมทั้งต่อมน้ำลาย บางครั้งเชื้ออาจเดินทางเข้าสมองโดยไม่ต้องรอให้มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน (ทำให้มีระยะฟักตัวของโรคสั้นกว่า 7 วัน) บางครั้งเชื้ออาจเข้าไปอาศัยอยู่ในเซลล์อื่น เช่น มาโครฟาจ (macrophage) เป็นเวลานานก่อนจะออกมาสู่เซลล์ประสาท (ทำให้มีระยะฟักตัวของโรคยาว)

    นอกจากนี้ เชื้อยังอาจเข้าสู่ร่างกายได้จากการที่คนหายใจเอาละอองไอน้ำที่มีเชื้อโรคอยู่ (แต่พบได้น้อยมาก เช่น การเข้าไปในถ้ำที่มีค้างคาวอยู่กันเป็นล้าน ๆ ตัว หรือเป็นเจ้าหน้าที่ในห้องแล็บที่ต้องทำงานเกี่ยวกับเชื้อไวรัสชนิดนี้)
    ระยะฟักตัว (ระยะที่ถูกกัดจนกระทั่งมีอาการ) 7 วัน ถึง 6 ปี ส่วนใหญ่เกิดในช่วง 20-60 วัน หลังสัมผัสโรค มีส่วนน้อยที่พบอาการหลังสัมผัสโรคมากกว่า 1 ปี
    แต่ได้เฉลี่ยแล้วหลังได้รับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าผู้ป่วยจะแสดงอาการป่วยประมาณ 3 สัปดาห์ - 3 เดือน ในบางรายอาจใช้เวลานานหลายปีกว่าจะมีอาการก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับตำแหน่งที่ถูกกัด ขนาด จำนวนและความลึกของบาดแผล รวมถึงภูมิต้านทานของคนที่ถูกสัตว์กัดด้วย
    การปฏิบัติตนเมื่อถูกสัตว์กัน/ข่วน

  • รีบล้างแผลให้เร็วที่สุดด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือล้างแผล (Normal saline) หลายๆครั้ง (ประมาณ 15 นาที) ล้างทุกแผล และล้างให้ลึกถึงก้นแผล แล้วเช็ดแผลให้แห้ง ใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน เป็นต้น
  • ไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับการป้องกันรักษาที่ถูกต้อง ถ้ามีความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้า อาทิเช่น ถูกกัดหรือข่วนจนมีเลือดซิบหรือลึกกว่านั้น แพทย์จะพิจารณาฉีดวัควัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า รวมถึงวัคซีนป้องกันบาดทะยัก และยาฆ่าเชื้อ นอกจากนี้ในกรณีที่มีโอกาสติดโรคพิษสุนัขบ้าสูง แพทย์อาจพิจารณาให้อิมมูโนโกลบุลินซึ่งมีภูมิต้านทานโรคพิษสุนัขบ้าร่วมด้วย โดยวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจะฉีดประมาณ 4-5 ครั้ง เป็นวัคซีนมีความปลอดภัยสูง  สามารถฉีดได้ทุกวัย รวมทั้งในเด็กและสตรีมีครรภ์ วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามีประสิทธิภาพสูงหากไปรับการฉีดตรงตามแพทย์นัดทุกครั้ง
  • จดจำลักษณะและสังเกตุอาการสัตว์ที่กัด รวมทั้งสืบหาเจ้าของ เพื่อสอบถามประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า และสังเกตุอาการสัตว์ที่กัดเป็นเวลา 10 วัน ถ้าสบายดีไม่น่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าสุนัขตายให้นําซากมาตรวจ
  • ซึ่งในการส่งซากตรวจควรส่งให้เร็วที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง (ในขณะเก็บซากสัตว์ควรสวมถุงมือยางและล้างมือหลังจากเก็บซากให้สะอาด) และควรส่งตรวจเฉพาะส่วนหัวของสัตว์ (เชื้อและลักษณะการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อที่ชัดเจนที่สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำจะอยู่ที่สมอง) แต่หากเป็นสัตว์ตัวเล็กก็สามารถส่งตรวจได้ทั้งตัว โดยสัตว์ที่ส่งตรวจจะต้องใส่ถุงพลาสติกให้มิดชิด ห่อด้วยกระดาษหลาย ๆ ชั้น แล้วใส่ถุงพลาสติกอีกชั้นหนึ่งและปิดปากถุงให้สนิทเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสแพร่กระจาย
การป้องกันตนเองจากโรคพิษสุนัขบ้า

  • ควบคุมไม่ให้สัตว์เป็นโรคพิษสุนัขบ้า


                        - พาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าตามกำหนด และฉีดซ้ำทุกปี
                        - ไม่ปล่อยสัตว์เลี้ยงไปในที่สาธารณะ ทุกครั้งที่จะนำสุนัขออกนอกบ้านควรอยู่ในสายจูง
                        - ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยง

  • หลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกสัตว์กัด โดยไม่แหย่ หรือรังแกให้สัตว์โมโห รวมทั้งไม่ยุ่งหรือเข้าใกล้สัตว์ที่ไม่รู้จักหรือไม่มีเจ้าของ
  • คนที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคสูงได้แก่ สัตว์แพทย์และผู้ช่วย คนเพาะสัตว์เลี้ยงขาย ร้านขายสัตว์เลี้ยง เจ้าหน้าที่กำจัดสุนัขและแมวจรจัด เจ้าหน้าที่บ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ เร่ร่อนต่างๆ บุรุษไปรษณีย์ คนที่ทำงานในห้องแลปที่ต้องเกี่ยวข้องกับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ควรได้ รับวัคซีนแบบป้องกันล่วงหน้า (Preexposure prophylaxis) คือให้ฉีดวัคซีนในวันที 0, 3 และ 21 หรือ 28 และให้ฉีดกระตุ้นซ้ำ 1 เข็มทุกๆ 5 ปี
  • แม้จะยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าโรคนี้สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้อย่างชัดเจน แต่ก็มีรายงานพบผู้ป่วยที่ติดโรคนี้จากการปลูกถ่ายกระจกตาหรืออวัยวะ ดังนั้น เมื่อมีการสัมผัสกับผู้ป่วย เช่น ถูกผู้ป่วยกัด เยื่อบุหรือบาดแผลไปสัมผัสถูกสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วย ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาฉีดยาป้องกันแบบเดียวกับการสัมผัสโรคจากสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า

    สมุนไพรที่ใช้ป้องกัน/รักษาโรคพิษสุนัขบ้า  เนื่องจากโรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่รุนแรงโดยหากเชื้อเข้าสู่เส้นประสาทส่วนปลายแล้วจะไม่สามารถรักษาได้ เพราะไม่มียาตัวไหนหรือวิธีไหนที่จะฆ่าเชื้อไวรัสหรือรักษาให้หายได้ แม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างดีในห้องไอซียู (ICU, inten sive care unit) แต่อัตราการเสียชีวิตก็็็๋่าสคือ 100%         ดังนั้นจึงไม่มีสมุนไพรชนิดไหนที่สามารถรักษา / ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้เช่นกัน
    วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าคืออะไร 
    วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้จากการนำเชื้อ Rabies virus ที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงโดยวิธีการเฉพาะ ซึ่งเชื้อจะถูกทำให้ตายก่อนที่จะนำมาฉีดเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสชนิดนี้ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสามารถทำได้ 2 แบบ คือ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular; IM)และฉีดเข้าในผิวหนัง (Intradermal; ID)
    วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่มีจำหน่ายในประเทศไทยมีอยู่ 4 ชนิด ได้แก่

  • Lyssavac N® (Purified Duck Embryo Cell Rabies Vaccine; PDEV) เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสในตัวอ่อนไข่เป็ดที่ฟักแล้ว (embryonated duck eggs)แนะนำให้ฉีดแบบ IM เท่านั้นมีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะเป็นสารแขวนตะกอนสีขาว ขุ่นเล็กน้อย เนื่องจากมี thimerosal เป็นสารกันเสีย ปริมาตรรวม 1 ml
  • SII Rabivax® (Human Diploid Cell Rabies Vaccine; HDCV) เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสในhuman diploid cellแนะนำให้ฉีดแบบ IM เท่านั้นมีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส สีชมพู ปริมาตรรวม 1 ml
  • Rabipur® (Purified Chick Embryo Cell Rabies Vaccine; PCECV)เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสใน primary chick embryo fibroblast cell สามารถฉีดได้ทั้งแบบ IM และ ID มีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส ไม่มีสี ปริมาตรรวม 1 ml
  • Verorab® (Purified Vero Cell Rabies Vaccine; PVRV)เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสใน vero cells สามารถฉีดได้ทั้งแบบ IM และ ID มีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำเกลือสำหรับทำละลาย (solution of sodium chloride 4%) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส ไม่มีสี ปริมาตรรวม 0.5 ml


วัคซีนทั้ง 4 ชนิดมีชื่อเรียกรวมๆ ว่า วัคซีนเซลล์เพาะเลี้ยง ซึ่งจะมีความปลอดภัยและมีความบริสุทธิ์มากกว่าวัคซีนแบบเก่าที่ผลิตจากการ

6
[/color][/b]
[url=http://www.xn--42cg8cuanoj5b9czdzg.com/2017/09/%E0%B8%8A%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%87/]สมุนไพรชะมวง
[/size][/b]
ชะมวง Garcinia cowa Roxb.
บางถิ่นเรียก ชะมวง (ภาคกึ่งกลาง) กะมวง (ภาคใต้) มวงส้ม (นครศรีธรรมราช) หมากโมก (อุดรธานี)
ต้นไม้ สูงไม่เกิน 20 ม. ไม่ผลัดใบ ทุกส่วนหมดจด เปลือกสีน้ำตาลอมเทา ค่อนข้างจะเรียบ ใบ โดดเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปรี รูปใบหอก หรือ ใบหอกกว้าง กว้าง 2.5-5 เซนติเมตร ยาว 8-13 มม. ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ เนื้อใบออกจะครึ้ม เส้นใบเห็นไม่ชัดเจน ก้านใบยาว 8-13 มม. ดอก สีเหลือง ค่อนข้างจะเล็ก สมุนไพร ดอกเพศผู้และก็ดอกเพศภรรยาอยู่ต่างต้นกัน ดอกเพศผู้ชอบออกตามกิ่งเป็นกระจุก กลุ่มละ 3-8 ดอก ดอกบานกว้าง 10-13 มม. ก้านดอกใหญ่และสั้นราวๆ 6 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ รูปไข่กว้าง กลีบดอกไม้มี 4 กลีบ ยาวเท่าๆกับกลีบเลี้ยง สีเหลืองภายในสีชมพู หรือ สีแดงอมม่วง เกสรเพศผู้มีจำนวนไม่น้อย ก้านเกสรสั้นมากชิดกันเป็นกรุ๊ป รูปสี่เหลี่ยมอยู่ตรงกลางดอก ดอกเพศเมียมี 2-5 ดอก ออกตามปลายกิ่ง กลีบคล้ายดอกเพศผู้ แต่กลีบดอกไม้ยาวกว่า ดอกบานกว้าง 12-15 มม. เกสรเพศผู้เทียมเรียงรอบๆรังไข่ ก้านเกสรชิดกันเป็นกลุ่มๆปลายก้านมีต่อม 1 ต่อม รังไข่กลม ไม่มีก้าน ยอดเกสรเป็นรูปดาว 6-8 แฉก ผล กลมหรือรูปขอบขนาน กว้าง 2-4 เซนติเมตร ยาว 2.5-5 ซม. มี 5-8 พู ด้านบนแบนนิดหน่อย รวมทั้งมียอดเกสรเพศเมียติดอยู่ ผิวสีเหลืองอมส้ม เนื้อแล้วก็เยื่อหุ้มห่อเม็ดสีส้มอ่อน เมล็ดรูปขอบขนาน ยาว 13-20 มม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดิบรวมทั้งมีปลูกทั่วๆไปทางภาคตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งภาคใต้
สรรพคุณ : ราก ปรุงเป็นยาทำลายพิษไข้ แก้บิด ต้น ให้ยางใส (resin) ที่ใช้ทางยาได้ ให้สีเหลืองใช้ย้อมผ้า ใบ ใช้ปรุงเป็นยากัดถูเสลดรวมทั้งเลือด แก้ไอ ใบอ่อนกินได้ มีรสเปรี้ยว ผล หั่นเป็นแว่นแห้ง ใช้กินเป็นยาแก้บิด

7

สมุนไพรกัญชาเทศ
กัญชาเทศ Leonurus sibiricus L.
บางถิ่นเรียก กัญชาเทศ (จังหวัดราชบุรี) ซ้าซา (จังหวัดนครพนม) ส่าน้ำ (เลย)
     ไม้ล้มลุก สูง 1-1.50 ม. ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม กลวง มีขนนุ่ม หรือ เกลี้ยง ใบ คนเดียว ออกตรงกันข้าม ใบที่อยู่ใกล้ยอดลักษณะเป็นแถบ ยาว 4-5 เซนติเมตร ส่วนใบที่อยู่ใกล้โคนต้นเป็นแฉกไม่สม่ำเสมอ ยาว 5-7 เซนติเมตร ใบอ่อนข้างบนมีขน ขนจะเบาๆหลุดหล่นไปตามอายุ ด้านล่างสีอ่อนมีขนละเอียดเล็กน้อย มีขนมากตามเส้นกึ่งกลางใบ แล้วก็เส้นใบ ก้านใบยาว 2-4 เซนติเมตร  สมุนไพร ดอก ออกเป็นกลุ่มตามง่ามใบ มองเผินๆเหมือนออกรอบกิ่ง ริ้วแต่งแต้มรูปลิ่มหัวกลับ หรือ คล้ายหนามยาว 4-10 ซม. กลีบสะอาดเชื่อมกันเป็นรูปกรวย ยาว 4-5 มิลลิเมตร หมดจด หรือ มีขนเล็กน้อย ปลายกลีบเป็นแฉกรูปลิ่มกลับ 5 แฉก กลีบเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นปาก ยาว 10-11 มิลลิเมตร ปากบนตั้งตรง รูปไข่กลับ ขอบเรียบ ข้างนอกมีขน ปากข้างล่างมี 3 หยัก หยักกลางปลายเว้า มีขนละเอียดเกสรเพศผู้มี 4 อัน อยู่ใต้ปากบนของกลีบ ติดเป็น 2 คู่ คู่ข้างล่างมีก้านเกสรยาวกว่าคู่บน อับเรณูมี 2 พู ก้านเกสรเพศเมียปลายแยกเป็น 2 แฉก ผล รูปรี ยาวราว 2 มิลลิเมตร ด้านบนตัด มีกลีบเลี้ยงซึ่งขยายโตตามผล ติดอยู่ 6-7 มม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นจากที่รกร้างทั่วไป หรือ ปลูกเป็นไม้ประดับ
คุณประโยชน์ : ใบ และก็ราก น้ำยางที่ใช้เป็นยาลดไข้ ยาบำรุง แก้น้ำเหลืองเสีย ตำเป็นยาพอกแก้ปวดหัว ใบแห้งดูดได้ แต่มีฤทธิ์ไม่พอๆกับกัญชา alkaloid leonurine ที่เจอในใบ จะออกฤทธิ์คล้ายกับ curarc มากมาย โดยจะกดปลายประสาททำให้ชา ต้น น้ำสุก ใช้ขับน้ำคร่ำ ขับประจำเดือน แล้วก็แก้เยื่อบุมดลูกอักเสบ เม็ด จีนใช้เข้าเครื่องยาขับเสมหะ ยาบำรุงและช่วยการไหลเวียนของเลือด ขับฉี่ แก้อาการบวมน้ำ ขยายหลอดเลือด และลดความดันเลือด

8
อื่นๆ / สัตววัตถุ ปลาดุก
« เมื่อ: ธันวาคม 22, 2017, 09:04:12 AM »

ปลาดุก
ปลาดุกเป็นสัตว์เลือดเย็น มีกระดูกสันสันหลัง ปลาที่คนไทยเรียก ปลาดุก หรือ walking catfish นั้น อาจซึ่งก็คือปลาน้ำปลาน้ำจืดอย่างน้อย ๒ ประเภทในสกุล Clariidae  คือ
๑. ปลาดุกด้าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Clarias  batrachus  (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า walking  catfish
ลางตัวที่มีสีขาวตลอด ราษฎรเรียก ดุกเผือก หรือถ้ามีสีออกจะแดง  ก็เรียก ดุกแดง  แต่ถ้ามีจุดขาวบริเวณทั่วลำตัว  ก็เรียก ดุกเอ็น ปลาดุกด้านมีรูปร่างยาวเรียว ยาว  ๑๖-๔๐  เซนติเมตร (ในธรรมชาติบางทีอาจยาวได้ถึง ๖๑  เซนติเมตร) บริเวณด้านข้างของลำตัวมีสีเทาปนดำหรือสีน้ำตาลคละเคล้าดำ บริเวณท้องมีสีค่อนข้างจะขาว ไม่มีเกล็ด ความยาวของลำตัวราว ๖-๗.๕ เท่าของความลึกของลำตัว รวมทั้งราว๓.๕ เท่าของความยาวท่อนหัว หัวออกจะแหลมถ้าเกิดดูทางข้างๆ กระดูกหัวมีลักษณะตะปุ่มตะป่ำ กระดูกท้ายทอยยื่นเป็นมุมออกจะแหลม ส่วนฐานของครีบสันหลังยาวเกือบจะตลอดส่วนหลัง ครีบข้างหลังมีก้านครีบอ่อน ๖๕-๗๗  ก้าน ไม่มีก้านครีบแข็ง ครีบก้นมีก้านครีบอ่อน  ๔๑-๕๘  ก้าน ครีบท้องกลม ครีบอกกลม มีก้านครีบแข็งข้างละ ๑ ก้าน ปลายแหลม เป็นหยัก ๒ ข้าง ครีบหางแบน ปลายมน ไม่ต่อกับครีบข้างหลังแล้วก็ครีบตูด ตามีขนาดเล็กอยู่ข้างบนของหัว มีหนวด ๔ คู่  หนวดที่ขากรรไกรล่างยาวถึงส่วนปลายก้านครีบแข็งของครีบอก หนวดขากรรไกรบนยาวถึงก้านครีบหลังก้านที่  ๗-๘   หนวดที่บริเวณจมูกยาวเป็น ๑ ใน ๓ ของก้านครีบแข็งของครีบอก  และก็หนวดคางยาวถึงส่วนปลายของครีบอก ข้างในท่อนหัวเหนือช่องเหงือกทั้ง ๒ ข้าง มีอวัยวะพิเศษที่ช่วยสำหรับในการหายใจ ฟันบนเพดานปากรวมทั้งฟันบนขากรรไกรบนเป็นฟันซี่เล็กๆกระดูกซี่กรองเหงือกมี  ๑๖-๑๙  อัน ปลาดุกด้านมีนิสัยดุ คล่องแคล่ว เกลียดอยู่นิ่ง ตะลีตะลาน ชอบดำว่ายดำผุดและถูกใจลอดไปตามพื้นโคลนตม ชอบว่ายทวนน้ำออกไปจากแหล่งอาศัยในขณะฝนตกและน้ำไหลท่วมลงสู่แหล่งน้ำแห่งใหม่ มีความอดทนต่อสิ่งแวดล้อมที่เรวร้ายได้
๒. ปลาดุกอุย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clarias  microcephalus  Gunther
มีชื่อสามัญว่า  broadhead  walking  catfish
ปลาดุกอุยเป็นปลาที่ไม่มีเกล็ด ลำตัวยาวเรียว ยาว  ๑๕-๓๕  ซม.  สีออกจะเหลือง  มีจุดประตามด้านข้างลำตัวราว ๙-๑๐ แถบ แต่ว่าเมื่อโตจะเลือนหายไป ผนังท้องมีสีขาวถึงเหลืองเฉพาะบริเวณอกถึงครีบท้อง ท่อนหัวออกจะทื่อ ปลายกระดูกกำดันป้านและก็โค้งมนมาก   ส่วนหัวจะลื่น มีรอยยุบตรงกลางเล็กน้อย  มีหนวด  ๔  คู่  โคลนหนวดเล็ก ปากไม่ป้าน ออกจะมนครีบอกมีครีบแข็งข้างละ ๑ ก้าง มีลักษณะคม ยื่นยาวหรือพอๆกับครีบอ่อน ครีบหลังมีก้านครีบอ่อน  ๖๘-๗๒  ก้าน   ปลายครีบสีเทาปนดำแล้วก็ยาวตลอดถึงคอดหาง ครีบก้นมีก้านครีบอ่อน  ๔๗-๕๒  ก้าน ครีบหางกลม ไม่ใหญ่มากนัก สีเทาผสมดำ ครีบหางไม่ติดกับฐานครีบหลังและครีบก้น   จำนวนกระดูกซี่กรองเหงือกราว  ๓๒  ซี่งเมื่อดูผิวเผินอีกทั้งปลาดุกด้านและก็ปลาดุกอุยมีลำตัวสั้นป้อมกว่า ลำตัวสีดำผสมเหลือง มีจุดเล็กๆสีขาวเรียงเป็นแนวตามขวางลำตัวหลายแถว หรืออาจมองเห็นเป็นจุดประสีขาวตามลำตัว ปลายกระดูกกำดันโค้งมน ปลาดุกเป็นปลาที่เจอได้ตามคู ลำคลอง หนอง สระทั่วๆไป จัดเป็นปลาที่มีคุณค่าทางด้านเศรษฐกิจของไทยประเภทหนึ่ง
ประโยชน์ทางยา
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] หมอแผนไทยรู้จักใช้ปลาดุกผสมเป็นเครื่องยาในตำรับยาหลายขนาน โดยยิ่งไปกว่านั้นใน พระคัมภีร์ไกษย ให้ยาที่เข้า “ปลาดุกปิ้ง” อยู่ ๒ ขนาน อีกทั้ง ๒ ขนานเป็นยาแกง รับประทานเป็นยาถ่ายอย่างแรง สำหรับแก้กษัย ดังต่อไปนี้ ยาแก้ไกษยปลาดุก เอาเปลือกราชพฤกษ์ ๑ เปลือกตาเสือ ๑  รากโคนแตง  ๑  พาดไฉนนุ่น ๑  พริกไทยขิงแห้ง ๑  กระเทียม  ๑  ผลจันทน์ ๑  ดอกจันทน์  ๑  กระวาน  ๑  กานพลู  ๑  ข่า  ๑  กระชาย  ๑  กะทือ  ๑  ไพล  ๑  หอม  ๑  ขมิ้นอ้อย  ๑  กะปิ  ๑  ปลาดุกย่าง  ๑  ตัว ปลาแดกปลาส้อย ๕  ตัว   ยา  ๒๐  สิ่งนืทำเปนแกง แล้วเอาใบมะกาที่เพสลาดนั้นมาหั่นใส่ลงเปนผัก กินให้ได้ถ้วยแกงหนึ่ง ลงจนถึงสิ้นโทษร้าย หายดีเลิศนัก รวมทั้งยางแกงเปนยารุ ท่านให้เอาเปลือกทองหลางใบมนที่ ๒ เปลือกมะรุม ๑ ลูกคัดเค้า ๑ เครื่องยาทั้งนี้เอาสิ่งละ ๗ ตัว ปลาดุกย่าง ๑ ตัว เอาใบสลอดที่รับประทานลงที่อ่อนๆนั้น ๗ ใบ หั่นเป็นผักใส่ลง ทำเปนยาเหอะ ลงเสมหะเขียวเหลืองออกมา หายแล

Tags : สมุนไพร

9
อื่นๆ / สัตววัตถุ นกยุง
« เมื่อ: ธันวาคม 18, 2017, 04:29:54 PM »

นกยุง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pavo muticus Linnaeus
จัดอยู่ในตระกูล Prasianidae
มีชื่อสามัญว่า Burmese peafowl หรือ green peafowl
ในประเทศไทยพบ ๒ ประเภทย่อยเป็นนกยูงใต้ (Pavo muticus muticus Linnaeus) เจอทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป รวมทั้งนกยูงเหนือ (Pavo muticus imperator Delacour) ซึ่งเจอทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตก นกยูงใต้มีขนาดเล็กกว่านกยูงเหนือ หนังรอบๆหูและแก้มของนกยูงใต้มีสีเหลืองสดกว่า
ชีววิทยาของนกยูง
นกยุงเป็นนกประเภทไก่ฟ้าขนาดใหญ่ ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๑๒๐ – ๒๑๐ เซนติเมตร เพศผู้มีหงอนเป็นพู่สูง แล้วก็มีแผ่นหนังที่หน้าสีฟ้าสลับกับสีเหลืองเห็นได้ชัด ขนตามตัวมีสีเขียวเป็นประกายแววชำเลืองสีน้ำเงินบนปีกและสีทองแดงทางด้านข้างลำตัว ดูเป็นลายเกล็ดแพรวพราวไปตลอดตัว ขนปีกบินสีน้ำตาลปนแดง ขนปกคลุมโคนหางมีสีเขียวยื่นยาวออกมา มีดวงกลมที่แต้มด้วยสีฟ้ารวมทั้งสีน้ำเงิน(ดวงกลมนี้ทางยาเรียกว่า แววนกยูง)  ส่วนตัวภรรยามีลักษณะเหมือนเพศผู้ แต่ขนมีสีชำเลืองเขียวน้อยกว่า และมีประสีน้ำตาลเหลืองอยู่ทั่วไป ขนคลุมโคนหางไม่ยื่นยาวเสมือนตัวผู้ นกชนิดนี้ออกหากินตามหาดทรายรวมทั้งสันทรายริมสายธารในตอนเช้าตรู่ถึงบ่าย กินเมล็ดพืชและสัตว์เล็กๆเป็นของกิน แล้วบินกลับไปเกาะบนยอดไม้สูงๆเหมือนปกติอยู่เป็นฝูงเล็กๆ๒ – ๑๐ ตัว และผสมพันธุ์ในตอนเดือนพฤศจิกายนถึงม.ย. ขนปกคลุมโคนหางของตัวผู้จะก้าวหน้าเต็มกำลังในตุลาคม แล้วก็จะผลัดขนนั้นในราวก.พ. สร้างรังที่กอต้นกกหรือกอต้นอ๋อขอบลำธาร ตกไข่สีขาว ๒ – ๕ ฟอง
สมุนไพร นกยูงถูกใจอาศัยตามขอบลำน้ำในป่าดงดิบแล้งและก็ป่าผลัดใบผสม มีเขตการแพร่ขยายจากภาคเหนือจากภาคเหนืออินเดียไปทางทิศตะวันออก ผ่านเมียนมาร์ ตอนใต้ของจีน ไทย ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเซีย และก็ชวา เคยเจอมาทั่วประเทศที่ระดับความสูงต่ำกว่า ๙๐๐ เมตร  ยกเว้นรอบๆที่ราบสูงภาคกลาง  แต่ปัจุบันปริมาณพลเมืองนกยูงลดลงจนอยู่ในภาวการณ์ใกล้สิ้นซากไปธรรมชาติ  รัฐบาลประกาศให้นกยูงเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ ๑ นกยูงอีกประเภทหนึ่งคือนอกยูงประเทศอินเดีย  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Pavocristatus  Linnaeus  เป็นนกยูงอินเดียเป็นสีน้ำเงิน และก็ขนที่หงอนบนหัวแผ่เป็นรูปพัด

ผลดีทางยา
แพทย์แผนไทยรู้จัก ใช้แววนกยูงและก็ดีชูยูงเป็นยา ดังที่มีบันทึกเอาไว้ใน พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ ๓ ขนาน ดังต่อไปนี้
๑.แววนกยูง เอามาปิ้งไฟให้เหลืองกรอบก่อน แล้วจึงใช้เป็นเครื่องยา ตัวอย่างเช่น ที่ใช้ใน “ยากวาดเจีนรไนเพชร์”ขนานหนึ่ง แล้วก็ “ยากวาดทรางสกอทรางกระตัง” อีกขนานหนึ่ง ดังนี้ ยากวาดชื่อเจีรไนเพ็ชร์ ขนานนี้ ท่านให้เอา มูลแมลงสาบคั่ว ๑ รากดินคั่ว ๑ หนังปลากระเบนเผา ๑ บอแร็กสตุ ๑ แววนกยูงเผา ๑ ศีร์ษะงูเห่า ๑ กระดองปูทเล ๑ กระดองปูนา ๑ กระตังมูตร ๑ เปลือกไข่ฟัก ๑ ลิ้นทะเล ๑  ผลเบ็ญกานี ๑ กำมะถันแดง ๑ เบี้ยผู้เผา ๑ หมึกหอม ๑ ชาดก้อน ๑ ชะมดเชียงอำพัน ๑ ทองคำเปลว ๑๐ แผ่น ๑ รวมยา ๑๙ สิ่งนี้เอาเท่าเทียม ทำเป็นจุณ บดปั้นแท่งไว้ ละลายน้ำมะนาวกวาดทรางกะแหนะ หายวิเศษนักแล้วก็ ยากวาดทรางสกอทรางกระตัง  ขนานนี้  ท่านให้เอา  แววนยูงเผา ๑ หางปลาช่อนเผา ๑ มูลแมลงสาบเผา ๑ หัวตะใคร้ ๑ เปลือกแมงดา ๑ ตรีกฏุก ๑ ต้นหญ้ายองไฟ ๑ โปตัสเซี่ยมไนเตรดขาว ๑ เกลือบก ๑ ดอกผักคราดกระเทียม บดปั้นแท่งไว้กวาดทรางสกอทรางกระตังหายดีนัก ยาลางขนานอาจใช้ “หางนกยูงเผา” ถ้าเกิดตำราเรียนกำหนดเช่นนั้น  ให้หมายคือ “ขนหางนกยูงเพศผู้” ที่มี “ แวว” อยู่ด้วย อาทิเช่น  “ยากวาดแก้ทรางมิจฉาชีพทรางเพลิง|”  ขนานหนึ่งในพระคู่มือปฐมจินดาร์ เหมือนกัน  ดังต่อไปนี้ ขนานหนึ่งเอา  มูลแมลงสาบเขากวาง ๑ หางนกยูงเผา ๑ หวายตะค้า ๑ พริกไทย ๑ หัวกระเทียม ๑ เข้าไหม้ ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเท่าเทียมกัน  ทำผงก็ได้  ทำแท่งก็ได้แก้ลิ้นกุมาร
๒.ดีนกยูง  มีพิษมาก  รวมทั้งมีที่ใช้ร่วมกับดีสัตว์อื่นๆ สำหรับแทรกเป็นกระยาอาทิเช่นใน “ยาแสนประสานทองคำ”  ดังต่อไปนี้ ยาชื่อแสนผสานทองคำ  ขนานนี้ท่านก็เอา  ชะมด ๑ ชะมดเช็ด ๑ เอาสิ่งละเฟื้อง พิมเสน ๑ สลึง ๒ สลึง กรุงเขมา ๑ อำพันดอกบุนนาค ๑ น้ำประสารทอง ๑ ลิ้นทเลปิ้งไฟ ๑ เอาสิ่งละ ๒ สลึง ตรีกฏุก ๑ โกฐอีกทั้ง ๙ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวานกานพลู ๑ จันทน์ทั้งคู่ ๑ กฤษณา ๑ กระลำภัก ๑ ชะลูด ขอนดอก ๑ เปราะหอม ๑ ผลราชดัด ๑ ผลสารพันพิษ ๑ พระยารากขาว ๑ ปลาไหลเผือก ๑ ตุๆมกาทั้ง ๒ คุคะ ๑ มหาสดำ ๑ มหาละลาย ๑ รายย่อม ๑ รากไคร้เครือ ๑ หวานว่านกีบแรด ๑ อบเชยเทศ ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท ทองคำเปลว ๒๐ แผน  รวมยา ๖๑ สิ่งนี้  กระทำให้เป็นจุน  แล้วเอางูเหลือมดีจรเข้ตะพาบน้ำดีหมูเถื่อนดีปลาซ่อนดีนกยูง ดี ๖ นี้แซก  เอาน้ำเป็นกระสาย  บดปั้นแท่งไว้แก้พิษทรางแลแก้ไข้สันนิบาต  ละลายน้ำดอกไม้กิน  ถ้าเกิดจะแก้พิษไข้ทรพิษ  พิษฝีดวงเดียว  พิษงูร้าย  ละลายสุรากินหาย  ทุกสิ่งทุกอย่างประสิทธิ์ดีนัก

Tags : สมุนไพร

10

น้ำขิง
ขิงเป็นสมุนไพร แล้วก็เครื่องเทศที่ช่วยชาติไทยจีนแล้วก็อินเดียรู้จักใช้มาตั้งแต่โบราณ ตำราสรรพคุณโบราณของไทยว่าขิงสด มีรสหวานเผ็ดร้อน
มีสรรพคุณ แก้เจ็บท้อง บำรุงธาตุ ขับลมในลำไส้ให้ผายรวมทั้งเรอ ฉะนั้นน้ำขิงนอกเหนือจากการที่จะช่วยละลายยาให้รับประทานยาง่ายแล้ว ยังช่วยแต่งรถให้น่าลิ้มลองยิ่งขึ้นทั้งมีคุณประโยชน์ทางยาที่สามารถเสริมฤทธิ์ตัวยา ในยาขนานนั้นได้อีกด้วย ทิ้งที่นำมาใช้เตรียมน้ำขิง สำหรับทำเป็นกระสายยานั้น มักใช้ขิงแก่สดสูตรเอาผิวนอกออก ล้างน้ำให้สะอาดแล้วฝานเป็นชิ้นบางๆต้มกับน้ำตามต้องการส่วนขิงที่นำมาใช้เป็นเครื่องเทศนิยมใช้ทั้งยังสดแล้วก็แห้งอีกทั้งหินอ่อนและก็ขิงแก่โดยมักใช้ขิงที่ยังอ่อนอยู่ ทำอาหารที่ไม่ต้องการที่จะอยากรสเผ็ดมาก โบราณว่าขิงแห้งมีรสหวานเผ็ดร้อนมีสรรพคุณแก้ไข้แก้ลมแก้จุกเสียดแก้เสลดบำรุงธาตุแก้คลื่นเห*ยน คลื่นไส้ สวนหินสดมีรสหวานเผ็ดร้อนมีสรรพคุณแก้เจ็บท้องบำรุงธาตุ ขับลมในลําไส้ให้ผายลมแล้วก็เรอ
   สมุนไพร ยาในตอนที่ ๕๓ ในแบบเรียนพระยาพระนารายณ์ชื่อ “มหากระทัศใหญ่” ที่ใช้แก้ลมทุกหมวดหมู่นั้น ให้ใช้น้ำผึ้ง น้ำขิง น้ำส้มซ่า หรือน้ำกระเทียม เป็นน้ำกระสายยาก็ได้ แล้วแต่แพทย์ผู้วางยาจะยักกระสายให้จำเป็นต้องโรคจำต้องอาการ ดังนี้   “มหากทัศใหญ่” ให้เอาโกฏสอเทศ เทียน ๕ รากเจตมูลไฟ ผลกระวาน ใบกระวาน ผลอันใหญ่ สะค้าน เปลือกสมุลแว้ง ขิงแห้ง ว่านน้ำ พริกล่อน รากไคร้เครือ น้ำประสานทอง ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ เกลือสินเธาว์ สิ่งละส่วน การะบูร กานพลู เทียนตาตั๊กแตน เทียนเกล็ดหอย สหัสคุณก็ได้ เปล้าน้อยก็ได้ สิ่งละ ๘ส่วน ดีปลี ๒๐ ส่วน ปฏิบัติเป็นจุณ ละลายน้ำผึ้ง น้ำขิงน้ำส้มส้า น้ำกระเทียมก็ได้ รับประทานหนักสลึงหนึ่ง แก้ลมปัตฆาฏ ลมอัมพาต ลมราทยักษ์ ถ้าเกิดลมนั้นค่อยกำลังยานั้นก็จะให้ร้อนถึงปลายมือปลายเท้า บรรดาลมทั้งสิ้นแก้ได้หายสิ้นแลฯ
  ขิงมีชื่อเรียกในภาษาสันสกฤตว่า srigavere ซึ่งแผลงเป็น zingiber เมื่อทำให้เป็นภาษาละตินเพื่อตั้งเป็นนามสกุลรวมทั้งชื่อสกุล ตามหลักสากลสำหรับในการตั้งชื่อพฤกษศาสตร์ ฝรั่งเรียกว่าขิง ginger จากที่เรียกกันในภาษาแขก ปราชญ์ทางภาษาหลายคนสันนิศฐานว่า คำ “ขิง” ในภาษาไทย ก็คงจะมีที่มาจากภาษาแขกนี้เอง แม้กระนั้นเรียกให้สั้นลง
ขิง เป็นเหง้าของพืชขนาดเล็กที่มี
ชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Zingiber officnale Roscoe
ในวงศ์ Zingoberaceae
เป็นพืชอายุยาวนานหลายปี สูง ๓๐-๙๐เซนตำหนิเมตนมีเหง้าที่มีกาบใบบางๆห่อ เปลือกนอกสีน้ำตาลปนเหลือง เนื้อเหง้ามีสีนวล มีกลิ่นเฉพาะ เป็นใบเลี้ยงผู้เดียว ออกสลับกัน รูปขอบขนานปนรูปใบหอก ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ ขนาดกว้าง ๑-๓ ซม. ยาว ๑๐-๒๕เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อ ช่อดอกแทงขึ้นโดยตรงจากเหง้า ก้านช่อดอกยาว๑๐-๒๐ ซม. มีใบปนะดับ สีเขียวอ่อน ดอกย่อย ไม่มีก้าน ดอกมีสีเหลือง ปลายกลีบเป็นสีม่วงแดง ผลได้ผลแห้ง มี๓ พู

ขิงมีส่วนประกอบเป็นชันน้ำมัน (oleoresin)อยู่ในปริมาณสูง ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ขิงมีรสเผ็ดและก็ มีกลิ่นหอมหวน ถ้าสกัดชันน้ำมันนี้ ด้วยตัวทำละลาย บางประเภทจะได้ชันน้ำมันที่เกือบจะบริสุทธิ์ซึ่งมีลักษณะข้นเหนียว สีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นฉุนและรสเผ็ดร้อน มีชื่อเรียกทางการค้าว่า “จินพบริน” (gingerin) มีสารในกลุ่มจินพบรอคอยล ( gingerol) โชโกล (shogaol) แล้วก็ ชิงพบโรน (zingerone) เป็นหลัก ชันน้ำมันที่เตรัยมใหม่ๆจะมีจินพบรอคอยล อาทิเช่น 3-6-gingerol,8-gingerol,10-gingerol,12-gingerol เป็นหลัก แต่ถ้าเกิดทิ้งเอาไว้นานๆจะมีโชโกลเป็นตัวหลัก ทั้งยังโชโกลรวมทั้งซิงเจอโรนไม่ใช่สารสินค้าธรรมชาติที่พบในขิง แต่เป็นสารที่เป็นผลมาจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทางเคมีในระหว่างการสกัดด้วยตัวทำละลาย สารทั้งสองนี้มีรสเผ็ดร้อนกว่าจินเจอคอยล ด้วยเหตุนั้น จินเจอรินที่ดีควรมีสารทั้งสองจำพวกนี้ในปริมาณที่ต่ำที่สุด  ขิงมีน้ำมันระเหยง่ายราวร้อยละ ๑-๓ จำนวนนี้จะขึ้นกับวิธีปลูกและก็ตอนที่เก็บเกี่ยว ในน้ำมันระเหยง่ายมีสารสำคัญหลายอย่าง ได้แก่ (-)-b-sesquiphillandrene , E,E-a-farnesene , (-)-zingiberene , (+)-ar-curcumene ซึ่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อบัคเตรีที่ทำให้เกิดหนอง ขับลม กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารรวมทั้งไส้  ปัจจุบันมีการใช้สารสกัดจากขิง ซึ่งครั้งสารองค์ประกอบหลักเป็นอนุพันธ์ของ 4-hydroxy-3-methoxyphenyl อย่างเช่น สิงพบโรน จินพบร์ไดออล (gingerdiol) จินพบร์ไดโอน (gingerdione) จินเจอรอคอยล โชโกล เป็นยาบรรเทาอาการอ้วกอาเจียน และทุเลาอาการปวดเหตุเพราะข้อเสื่อม ทั้งบางทีอาจช่วยลดการอักเสบและก็บวมของข้อ

Tags : สมุนไพร

11

ขัณฑสกร
ขัณฑสกร ใช้เป็นน้ำกระสายยาและเครื่องยา เพราะเหตุว่า มีรสหวานมีกลิ่นหอม ใช้ละลายยาเพื่อกินง่ายมากยิ่งขึ้น และมีรสชาติน่ากินขึ้น สรรพากรที่ใช้ในยาไทยนั้น เป็นของที่ได้จากธรรมชาติ ตำราเรียนโบราณส่วนมากบันทึกเสียงที่มาไว้แตกต่างกัน และก็ว่าขัณฑสกรที่ได้จากแหล่งต่างกันนั้นจะมีคุณประโยชน์แตกต่างกันไปด้วย ดังนี้
สมุนไพร
๑.ขัณฑสกร ที่ได้จากหยดค้าง เป็นน้ำค้างในฤดูหนาว(หน้าหนาว) ที่ตกลงบนใบของพืชประเภทหนึ่งที่แบบเรียนเรียก ต้นขัณฑสกร หนังสือเรียนโบราณกล่าวว่า พืชนี้เจอในอินเดียและมาเลเซียปัจจุบันยังไม่เคยรู้ว่าเป็นพืชประเภทใดแต่มั่นใจว่าไม่น่าจะเป็นพืชประเภทใดโดยยิ่งไปกว่านั้น อาจเป็นพืชหลายหลายชนิดซึ่งมีดอกที่มีน้ำหวานมากมาย ผู้เก็บจะออกไปเก็บน้ำค้างหรือน้ำฝนที่ชะหรือละลายน้ำหวานแล้วตกอยู่บนใบไม้ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่เก็บใส่กระบอกไม้ไผ่ แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปห้อยทิ้งเอาไว้ กระทั่งน้ำหวานน้ำตกผลึกและแห้ง จะได้ขัณฑสกรที่เป็นสีขาวนวลหรือสีขาวอมเหลืองขัณฑสกรที่ได้โดยวิธีนี้ น่าจะเป็นของส่วนผสมระหว่างฟรักโทส (fructose) หรือน้ำตาลผลไม้ ซูโครส(sucrose) หรือน้ำตาลอ้อย รวมทั้ง เดกซ์โทรส (dextrose) หรือน้ำตาลองุ่น หนังสือเรียนสรรพคุณยาโบราณว่าจะมีรสหวานจนกระทั่งขม มีคุณประโยชน์ชูกำลัง ทำให้ปัสสาวะช่อง ทำให้ฉี่ชำนาญ แก้เสมหะจุกลำคอ ทำให้เปียกแฉะคอ แก้อยากดื่มน้ำ

๒.ขัณฑสกร ที่ได้จากน้ำอ้อย ได้จากการนำน้ำอ้อยมาอุ่นที่อุณหภูมิต่ำๆกระทั่งงวด แล้วทิ้งไว้ให้แห้ง จะได้เกร็ดสีขาวอมเขียว เกร็ดนี้มีองค์ประกอบหลักเป็นผลึกของน้ำตาลอ้อย แม้กระนั้นถ้าเกิดนำน้ำอ้อยไปนอนก้นโปรตีนออกก่อน ฟอกสีให้ขาว แล้วกลายเป็นผลึกจะได้น้ำตาลที่ใช้แต่งรส ที่รู้จักกันทั่วไป ตำราโบราณว่าขัณฑสกรที่ได้จากน้ำอ้อยนี้มีสรรพคุณ บำรุงธาตุ รวมทั้งแก้ฝี ซูบผอมเหลือง
๓.ขัณฑสกร ที่ได้จากน้ำผึ้งรวงที่เกิดหาดทราย ว่ากันว่าน้ำผึ้งรวง (น้ำผึ้งที่บีบจากรังผึ้งในธรรมชาติ ไม่ใช่ในรวงผึ้งเลี้ยง) ที่เกิดริมทะเลนั้น เมื่อเอามาอุ่นด้วยไฟอ่อนๆสนงวดลงบ้าง แล้วก็ตั้งทิ้งไว้ จะมีเกร็ดขัณฑสกรมากกว่าน้ำผึ้งรวง ที่เกิดตามชายเขา ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ขัณฑสกรที่ได้ด้วยแนวทางแบบนี้มีคุณประโยชน์แก้นิ่ว แก้โรคท้องมาน แก้สะอึก แก้ไข้เซื่องซึม แก้จุกเสียด แก้ผื่นคัน แก้คอแห้ง
๔. ขันทศกร ที่ได้จากเกสรบัวหลวง พบบ่อยบนใบบัวหลวง ข้างหลังฝนตกโดยน้ำฝนชัดชัดเอาน้ำหวานจากดอกบัวหลวง แล้วขังไว้บนใบบัว เมื่อแดดออก น้ำระเหยไป จะเกล็ด สีขาวนวลหรือสีขาวอมเหลืองเกล็ดดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว ก็น่าจะเป็นของผสมระหว่าง น้ำตาลผลไม้ น้ำตาลอ้อย และก็ องุ่น น้ำตาลองุ่น เช่นเดียวกับขัณฑสกรที่ได้จากหยาดน้ำค้าง ก็เลยมีคุณประโยชน์เสมอกัน โดยเหตุนั้นขัณฑสกรหรือที่บางตำราเรียนเรียกว่า น้ำตาลกรวด นี้ ในทางเคมีก็เลยเป็นของผสม ของน้ำตาลละลายประเภทสุดแท้แต่ต้นกำเนิด อาจมีทั้งๆที่เป็นมอโนแซ็กคาไรด์ ดังเช่นว่าน้ำตาลผลไม้ น้ำตาลองุ่น และ ไดแซ็กคาไรด์ ดังเช่นว่าน้ำตาลอ้อย ตอนนี้ขัณฑสกรที่หาซื้อได้ จากร้านขายเครื่องยาไทย มักไม่ใช่ขัณฑสกรที่ได้จากธรรมชาติ ดังกล่าวข้างต้น บางร้านเอาเกร็ดน้ำตาลอ้อย ที่ได้จากการเอาน้ำตาลมาต้มกับน้ำแล้วเที่ยวจนถึงงวด มาขายเป็นขัณฑสกร แต่ร้านขายของส่วนใหญ่มักเอาสารสังเคราะห์ที่เรียก แซ็กคารินหรือดีน้ำตาล มาขายเป็นขัณฑสกร ซึ่งไม่สมควรใช้ในการทำยาไทยเพราะเป็นสารก่อโรคมะเร็ง ในตำราพระยารักษาโรคพระนารายณ์เจาะจง ให้ใช้ขัณฑสกรเป็นน้ำกระสายยาในยามี่ใช้แก้ ธาตุไฟ ธาตุไฟ ทุพพลภาพ ขนานที่ ๑ แล้วก็ ๗เช่นเวลาที่๗ดังนี้ หากมีถอย ให้เอาผลชะพลู ผลสมอไทย ผลจิงจ้อหลวง รากเจตมูลเพลิงเเดง ผลมะขามป้อม ว่านเปราะป่า รากไคร้ต้น รากไคร้เครือ ชะเอมหญ้ารังกา รากกะค่อย เสมอภาคทำเป็นจุล ละลายขันทศมือ กินตามควร แก้ธาตุไฟให้โทษแลฯ ละลายขันทศมือ กินตามควรนั้นแสดงว่าเมื่อจะรับประทานยานี้ให้เอาขัณฑสกรมาละลายน้ำสุกหรือน้ำฝนหรือน้ำที่สะอาดก่อนแล้วจึงเอาน้ำที่ได้นั้นไปละลายยากิน คำ ขัณฑสกร ที่ใช้ในที่ใช้กันในปัจจุบัน ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานพ. ศ. ๒๕๒๕ ในแบบเรียนพระโอสถพระนารายณ์เขียนเป็น ขันทศกร คำนี้มาจาก คำ ขัณฑ มีความหมายว่าก้อน รวมทั้ง ศมือ (อ่านว่า สะ-กะ-ระ มาจากคำสันสกฤต shakara ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดคำ sugar ในภาษาอังกฤษ) หมายความว่า น้ำตาล บางแบบเรียนก็เลยเรียกว่าขัณฑสกรว่า “น้ำตาลกรวด” มักมี ผู้หลงผิดว่าขัณฑสกรเป็นแซ็กคารินหรือดีน้ำตาล มันเป็นสารสังเคราะห์ที่มีชื่อทางเคมีว่า 2,3-dihydro-3-oxobenzisosulfonazole เคยใช้แต่งรสหวานแม้กระนั้นปัจจุบันนี้ใช้น้อยลงมากมายด้วยเหตุว่าหรือเกือบจะไม่ใช้ก็แล้ว

12
อื่นๆ / สัตววัตถุ อีเเร้ง
« เมื่อ: ธันวาคม 02, 2017, 04:21:29 PM »

อีแร้ง
อีแร้งเป็นนกที่จัดอยู่ในสกุล Gyps มีชื่อสามัญว่า vulture ที่เจอได้ในประเทศไทยมี ๓ จำพวก ทุกชนิดจัดอยู่ในตระกูล Accipitridae  อีแร้งไทยอีก ๓ ประเภทนั้น เดี๋ยวนี้หายากและก็มีปริมาณน้อย ลางจำพวกอาจสูญพันธ์ไปแล้ว
๑. อีแร้งเทาหลังขาว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gyps  bengalensis (Gmelin) มีชื่อสามัญว่า white – rumped  vulture เป็นนกนาดใหญ่ ความยาวของสัตว์วัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๙0 ซม. ลำตัวสีดำแกมน้ำตาล หัวรวมทั้งคอไม่มีขนปกคลุม เป็นเพียงแผ่นหนังสีคล้ำ ตอนล่างของคอมีขนเป็นวงรอบข้างหลัง สีขาว ตอนล่างรวมทั้งโคนหางสีขาวแจ่มกระจ่าง ข้างในต้นขามีแต้มสีขาว เห็นได้ชัดขณะเกาะยืน   เมื่ออายุน้อยลำตัวมีสีน้ำตาลออกแดงหรือน้ำตาลเข้ม ไม่มีแถบขาวเลย กินซากสัตว์เป็นของกิน   สร้างรังบนยอดไม้สูง ในพ.ย.และก็ธันวาคมจนถึงก.พ. ตกไข่ครั้งละ ๑ ฟอง  ๒ เพศช่วยเหลือกันสร้างรังแล้วก็กกไข่ ชนิดนี้มีเขตผู้กระทำระจายชนิดกว้าง ตั้งแต่อินเดีย ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน และก็ทั่วภูมิภาคเอเซียอาคเนย์  ในประเทศไทยเคยเจอชุกชุมบริเวณที่ราบ แต่ว่าตอนนี้หาดูได้ยากมาก   เข้าใจว่าเกือบสูญพันธุ์ไปแล้ว

๒.อีแร้งปากเรียว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Gyps  indicus  (Scopoli)   มีชื่อสามัญว่า   long – billed  vulture   อีแร้งสีน้ำตาลอินเดีย  ก็เรียก  เป็นอีแร้งขนาดใหญ่  ขนาดวัดจากปลายปากถึงปลายหางยาวราว  ๙0  เซนติเมตร ตัวสีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลแก่ขนทุกเส้นมีขอบสีจางกว่าสีพื้น   หัวและลำคอมีขนอุยสีน้ำตาลออกขาวปกคลุม   ท้องสีน้ำตาลอ่อน มีจะงอยปากที่เรียวกว่าแร้งประเภทอื่นๆตัวที่อายังน้อยมีสีแก่กว่าตัวโตเต็มวัย และพบบ่อยที่ขนอุยเหลืออยู่บนขนหัว ตามปรกติอยู่เป็นฝูงเล็กๆ ร่วมกับอีแร้งประเภทอื่นๆรวมทั้งร่วมลงรับประทานซากสัตว์ด้วยกัน   พบมากจิกรวมทั้งแย่งซากสัตว์กันตลอดระยะเวลา  การทำรังและวางไข่คล้ายกับอีแร้งประเภทอื่นๆสร้างรังตอนเดือนพฤศจิกาถึงก.พ.   ชอบอยู่จากที่เตียน ชานเมือง หาเลี้ยงชีพตามลำห้วยใหญ่ๆ ในป่าเต็งรังและปาป่าเบญจพรรณ มีเขตการกระจายจำพวกจากอินเดียถึงภูมิภาคอินโดจีน   ในประเทศไทยเคยพบบ่อย แม้กระนั้นเดี๋ยวนี้เชื่อว่าสูญพันธุ์ไปจากบ้านพวกเราแล้ว สมุนไพร
๓.อีแร้งเทาหิมาลัย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Gyps   himalaiensis  Hume   มีชื่อสามัญว่า Himalayan  griffon  vulture อีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย  ก็เรียก เป็นอีแร้งขนาดใหญ่มาก ขนาดวัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๑๒๒ ซม. มีลักษณะเหมือนอีแร้งปากเรียว แม้กระนั้นตัวใหญ่มากยิ่งกว่ามาก ตัวผู้รวมทั้งตัวเมียมีสีเช่นกัน ลำตัวข้างบนมีสีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลแกมขาว ด้านล่างสีเนื้อแกมสีน้ำตาลอ่อน มีลายขีดขนาดใหญ่สีขาว ขนรอบคอยาว  สีน้ำตาล มีลายขีดสีขาว พบได้ทั่วไปอยู่กระโดดๆหรืออยู่เป็นคู่ หรือ  ๒-๓  ตัว   ตามทุ่งโล่งหรือป่าบนภูเขา มักร่อนเป็นวงกลมตามช่องเขาหรอภูเขาเพื่อหาอาหาร  เป็นนกที่หลงเข้ามา หรือย้ายถิ่นมาในประเทศไทยตอนนอกฤดูสืบพันธุ์   หายากและปริมาณน้อย เคยมีแถลงการณ์ว่าพบในจังหวัดกรุงเทพ แล้วก็ที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จังหวัดบังเอิญคิรีขันธ์

Tags : สมุนไพร

13
อื่นๆ / สมุนไพร จันทน์ชะมด
« เมื่อ: พฤศจิกายน 23, 2017, 08:31:29 AM »

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรจันทน์ชะมด[/url][/color][/size][/b]
มันชะมดหรือจันทร์ประเทศพม่า
มีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Mansonia gagel J.R.Drumm
จัดอยู่ในตระกูล sterculiaceae
เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกึ่งกลาง ผลัดใบ สูง๑๐-๒๐เมตร ลำต้นเปลา ตรง เปลือกสีเทาอมชมพูเรียบ เรือนยอดเป็นพุ่มไม้ตรง ค่อนข้างจะโปร่งใบเป็นใบลำพัง เรียงสลับกันรูป รีปน รูปขอบขนานถึงรูปรีแกม รูปไข่กลับกว้าง๓-๖ซม. ยาว๘-๑๔ เซนติเมตร โคนใบตัดหรือหยักเว้านิดหน่อย เบี้ยว น้อย ก้านใบยาว ๕-๑๐ มิลลิเมตร สมุนไพร ดอกมีขนาดเล็กสีขาวออกรวมกันเป็นช่อ ที่ปลายกิ่งหรือตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อยาวราว ๑๕ เซนติเมตรกลีบดอกไม้มี ๕ กลีบ ไม่ชิดกัน เกสรเพศผู้ มี 10 อัน เป็นเกสรเพศผู้เป็นหมัน 5อันรังไข่มี 5 พูไม่ชิดกันและแต่ละพูมี 1 ช่อง ผลเป็นผลแห้ง มักติดกันเป็นคู่ๆแต่ละผลมีปีกสามเหลี่ยม ที่ปลายผล ๑ปี มีดอกช่วงสิงหาคมถึงกันคุณยายน ผลแก่จัดระหว่างธ.ค.ถึงม.ค.

ต้นจันทน์ชะมด กระพี้สีขาวแก่นสีน้ำตาลเข้ม เศษไม้ตรง เนื้อละเอียดแข็ง ไสกบตกแต่งง่ายไม้ที่ตายเองมีกลิ่นหอมหวนเหมือนชะมดใช้ทำหีบและตู้เก็บเสื้อผ้าในทางยาใช้เนื้อไม้เข้ายาแก้ไข้แก้โลหิตและก็ดีทุพพลภาพแก้หิวน้ำและก็อ่อนเพลีย น้ำมันระเหยง่ายที่กลั่นได้จากแก่นไม้ใช้ปรุงเครื่องหอมและก็ใช้ทำน้ำหอมเข้า ยาบำรุงหัวใจ

14

สรรพคุณของยาว่านชักมดลูก
ขายว่านชักมดลูก มีความปลอดภัยมากยิ่งกว่า กวาวเครือขาว แล้วก็ยังช่วยทำให้ทำให้กล้ามกระชับขึ้น
ว่านชักมดลูก ช่วยรักษาอาการมดลูกทรุด หรือมดลูกต่ำไม่เข้าที่เข้าทาง
มีส่วนช่วยเสริมหรือขยายหน้าอก
ขายว่านชักมดลูกช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ขาวนวล รวมทั้งมีเลือดฝาด
มีส่วนช่วยลดลางเลือนรอยเหี่ยวย่น ฝ้า และรอยดำ
ช่วยแก้อารมณ์แปรปรวนต่างๆของสตรี เป็นต้นว่า อารมณ์ฉุนเฉียว จิตใจหมดกำลังใจ อารมณ์เสียง่าย อ่อนไหวง่าย ให้หายไป
ช่วยกระชับหน้าท้องที่หย่อนยานพ้นไปคลอดลูก
ขายว่าชักมดลูกช่วยกระชับช่องคลอดภายในของสตรี ช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น
ช่วยป้องกันโรคมะเร็งปากช่องคลอดหรือในมดลูก
ช่วยทำให้ซีสต์หรือเนื้องอกด้านในช่องคลอดฝ่อตัวลง
ช่วยดับกลิ่นข้างในช่องคลอดของสตรีให้ลดน้อยลงหรือหายไป
ช่วยเพิ่มน้ำหล่อลื่นในช่องคลอดของสตรี
ขายว่านชักมดลูก ช่วยรักษาอาการหน่วงเสียวของมดลูกหรือลักษณะของการเจ็บท้องน้อยเสมอๆให้
ช่วยไขปัญหาอาการเมนส์มาแตกต่างจากปกติ
ขายว่านชักมดลูก ช่วยรักษาลักษณะของการปวดท้องระหว่างมีรอบเดือน หรือลักษณะของการปวดท้องอย่างหนักให้มีอาการดีขึ้น
ช่วยแก้อาการตกขาวในสตรี ทำให้อาการดีขึ้น
ช่วยทำให้สตรีมีอารมณ์ทางเพศที่บริบูรณ์ ทำให้อารมณ์ทางเพศที่หายไปกลับมาเหมือนเดิม
ว่านชักมดลูกมีสรรพคุณช่วยขับน้ำคร่ำ
ช่วยแก้พิษอาหารไม่ย่อย
ขายส่งว่านชักมดลูก ช่วยรักษาและก็ทุเลาลักษณะของโรคริดสีดวงทวาร
ช่วยรักษาโรคไส้เลื่อน
ช่วยลดอาการร้อนวูบวาบในสตรีวัยทอง
ช่วยกำจัดกลิ่นปาก และกลิ่นเรียกตัว
แคปซูลว่านชักมดลูกช่วยต้านทานอนุมูลอิสระและก็การอักเสบต่างๆซึ่งเป็นต้นเหตุของความเสื่อมถอยรวมทั้งความเปลี่ยนไปจากปกติของเซลล์ภายในร่างกาย
ช่วยคุ้มครองป้องกันเซลล์เรตินาของตาจากอนุมูลอิสระต่างๆช่วยคุ้มครองปกป้องโรคหน้าจอประสาทตาเสื่อมของคนวัยทอง
แคปซูลว่านชักมดลูกช่วยป้องกันแล้วก็รักษาโรคกระดูกพรุน โดยช่วยคุ้มครองปกป้องการสูญเสียแคลเซียม ช่วยรักษาความหนาแน่นของมวลกระดูก
ช่วยรักษาซ่อมระบบเส้นเลือดรวมทั้งหัวใจ
ช่วยให้เส้นโลหิตแข็งตัวมากยิ่งขึ้น ช่วยปกป้องอาการเยื่อบุผนังเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจขาดความยืดหยุ่น
ช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว (P388 leukemic cell) ด้วยการไปทำลายดีเอ็นเอของเซลล์ของมะเร็ง
ช่วยในการลำเลียงไขมันออกมาจากเนื้อเยื่อต่างๆเข้าไปในตับแล้วก็ช่วยเสริมให้เกิดการขับคอเลสเตอรอลรวมทั้งกรดน้ำดีสู่ทางเดินอาหารและก็ออกจากร่างกายพร้อมด้วยอุจจาระ
ขายว่านชักมดลูกมีประโยชน์สามารถช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี และช่วยเสริมให้มีการหลั่งกรดน้ำดีมากเพิ่มขึ้น จึงช่วยลดการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี
มีฤทธิ์คุ้มครองป้องกันเซลล์ตับจากพิษคาร์บอนเตตระคลอไรด์ โดยไปช่วยกระตุ้นกลไกการล้างพิษแล้วก็ลดการผลิตสารเคมีที่เป็นพิษต่อสภาพร่างกาย
ช่วยคุ้มครองตับแล้วก็ไต
มีฤทธิ์ต้านการอักเสบต่างๆซึ่งเกิดผลดีกับโรคในระบบประสาท
นำมาเป็นส่วนผสมหลักสำหรับเพื่อการผลิตยาสมุนไพรแบรนด์ต่างๆอีกทั้งจำพวกแคปซูล รูปแบบผง เป็นต้น
 
รับผลิตว่านชักมดลูก ประโยชน์ซึ่งมาจากว่านชักมดลูก
ไม่ว่าจะเป็นแก้อาการเมนส์มาไม่ปกติ ทุเลาลักษณะของการปวดท้องระดูอย่างหนักให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงช่วยแก้อาการตกขาวได้
ขายว่านชักมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น แล้วก็กระชับช่องคลอดข้างในของสตรี กระชับหน้าท้องที่หย่อนยานคล้อยหลังออกลูก และยังส่งผลให้กล้ามเนื้อกระชับขึ้นด้วย
ปกป้องการเกิดโรคมะเร็งในช่องคลอดหรือในมดลูกได้ แล้วก็ยังช่วยกำจัดกลิ่นภายในช่องคลอดให้หายไป ช่วยเพิ่มน้ำหล่อลื่นในช่องคลอดของสตรีได้
ว่านชักมดลูกมีคุณประโยชน์ต่ออารมณ์ของผู้หญิงที่มักจะแปรปรวน อาทิเช่น ไม่พอใจง่าย ขี้โมโห จิตใจหดหู่และก็อ่อนไหวง่ายให้หายไป ทำให้มีอารมณ์แจ่มใส จิตใจเข้มแข็งขึ้น
ขายส่งว่านชักมดลูก ทางด้านอารมณ์ทางเพศ โดยว่านชักมดลูกสามารถช่วยให้หญิงที่อารมณ์ทางเพศหายไปกลับมามีตัวอย่างเช่นเดิม ทำให้อารมณ์ทางเพศบริบูรณ์
ประโยชน์ที่ได้รับมาจากว่านชักมดลูกกับวัยทอง โดยว่านชักมดลูกมีฤทธิ์ช่วยแก้อาการแตกต่างจากปกติต่างๆที่เกิดกับสตรีในวัยทองได้ ดังเช่น อาการร้อนวูบวาบ นอนไม่ค่อยหลับ ปวดหัวบ่อยครั้ง มีลักษณะอาการกลัดกลุ้ม หลงลืมง่าย หน้าจอประสาทตาเสื่อมเร็ว อื่นๆอีกมากมาย
ขายว่านชักมดลูก[/url]ประโยชน์ของว่านชักมดลูกกับระบบเลือด ว่านชักมดลูกจะช่วยทำนุบำรุงหัวใจและซ่อมระบบเส้นเลือด ช่วยทำให้เลือดแข็งตัวได้เร็ว และก็ยังมีฤทธิ์ในการทำลายเชื้อของเซลล์ของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้
รับผลิตว่านชักมดลูก สรรพคุณของว่านหางจระเข้ช่วยบำรุงรักษากระดูก โดยว่านชักมดลูกสามารถลดการสูญเสียของแคลเซียมได้ดิบได้ดี จึงช่วยคุ้มครองป้องกันโรคกระดูกพรุน
ว่านชักมดลูกมีสรรพคุณทางยาที่ใช้แก้พิษด้วยเหตุว่าของกินไม่ย่อย ช่วยกำจัดกลิ่นปากและกลิ่นตัว
ขายว่านชักมดลูก ขายส่งว่านชักมดลูก รับผลิตว่านชักมดลูก แคปซูลว่านชักมดลูก
สรรพคุณอื่นๆ
สรรพคุณพลูคาว
พลูคาว เป็นสมุนไพรที่ให้ รสเผ็ด มีกลิ่นคล้ายคาวปลา เป็นยาเย็น แก้กามโรค เข้าข้อ แก้น้ำเหลืองเสีย ทำให้แผลแห้ง ออกฤทธิ์ต่อปอดและตับ ใช้เป็นยาดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้พิษ ขับฉี่ แก้บวมน้ำ รักษาปอดอักเสบเป็นหนอง หลอดลมอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้ไอ รักษาติดเชื้อโรคฟุตบาทปัสสาวะ ไตอักเสบบวมน้ำ ลำไส้อักเสบ เต้านมอักเสบ หูชั้นกึ่งกลางอักเสบ แก้บิด แก้ริดสีดวงทวาร ข้างนอกใช้แก้พิษงู แมลงกัดต่อย แก้โรคผิวหนังขี้กลากเกลื้อน ฝีอักเสบ ทาภายนอกให้เลือดมาเลี้ยงผิวหนังในบริเวณนั้นมากมาย ปอดบวม มาลาเรีย แก้โรคผิวหนังผื่นคัน  ฝีฝักบัว  ฝีแผลยุ่ย และก็พอกในรายกระดูกหัก และหนองใน มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการช่วยต้านทานโรคมะเร็ง ยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ของมะเร็ง  มีฤทธิ์สำหรับการช่วยบำบัดรักษาฟื้นฟูโรคความดันโลหิตสูง  ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ยับยั้งโรค ช่วยต่ออายุคนป่วยให้อยู่สู้โรคได้นานมากขึ้น  ช่วยยับยั้งเบาหวาน รักษาความสมดุลของร่างกาย   ใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาที่เป็นน้ำยาข้น ใช้ทารักษาและช่วยต้านเชื้อโรคหวัด ไข้หวัดใหญ่   ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยา ช่วยรักษาอาการติดโรคกระทันหัน ติดเชื้อฟุตบาทหายใจ   ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาที่เป็นน้ำยาข้น ใช้ทารักษาคางทูม ต่อมทอนซิลอักเสบ และก็ปอดอักเสบในเด็ก   กระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์เม็ดเลือดขาวช่วยรักษาสภาวะภูมิแพ้ อาการหอบหืด ใช้เป็นยาระบาย อาหารไม่ย่อย  ช่วยขับพยาธิ  รักษาโรคตับอักเสบจำพวกโรคดีซ่าน  รักษาแผลอักเสบรอบๆคอมดลูก รักษาการอักเสบบริเวณเชิงกราน   มีฤทธิ์ช่วยต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ช่วยยับยั้งการเติบโตของเชื้อไวรัสจำพวกต่างๆอย่างเช่น ไข้ทรพิษ ฝึกหัด งูสวัด เริม โรคภูมิคุมกันบกพร่อง (HIV)  เหมาะสมกับคนป่วยและคนที่อยากบำรุงร่างกาย ผู้ป่วยในระยะพักฟื้นช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานแข็งแรงขึ้น ทำให้โรคต่างๆมีอาการ  ใช้ควบคู่กับการดูแลและรักษาด้วยเคมีบำบัดรักษาหรือการฉายรังสี จะช่วยให้คนไข้มีอาการแพ้น้อยลง เมืองจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ใช้ทั้งต้นเป็นยาลดไข้ กำจัดสารพิษ รักษาแผลในกระเพาะแล้วก็ลดการอักเสบ ประเทศเกาหลีใช้พลูคาวเป็นยาลดระดับความดันเลือดสูง สภาวะหลอดเลือดแข็งเนื่องจากมีการสะสมของไขมัน (atherosclersis) รวมทั้งมะเร็ง ส่วนเนปาลใช้ลำต้นใต้ดินในตำรับยาที่เกี่ยวกับโรคของสตรี ขับรอบเดือน ใช้อีกทั้งต้นเป็นยาย่อยอาหาร ทุเลาอาการอักเสบ ใบใช้สำหรับในการรักษาโรคผิวหนัง แก้บิดและก็ริดสีดวงทวาร
สรรพคุณถั่งเช่า
ถั่งเช่า คุณประโยชน์ถั่งเช่าช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศ มีฤทธิ์ชูกำลังทางเพศ ช่วยให้อสุจิแข็งแรก เหตุเพราะการกินถั่งเช่าจะนำมาซึ่งการทำให้มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสืบพันธุ์เยอะขึ้น ถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของสเปิร์มในน้ำเชื้อได้ โดยจากการเรียนรู้ในเพศชาย 22 คนพบว่าเมื่อใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมแล้ว ปริมาณของสเปิร์มในน้ำอสุจิเพิ่มขึ้น 33% ทั้งยังลดจำนวนสเปิร์มที่มีความผิดปกติลงได้ถึง 29% และก็เมื่อเรียนเพิ่มเติมอีกก็พบว่าถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มความปรารถนาทางเพศได้ 66 – 86% ทั้งยังยังมีคุณสมบัติสำหรับการคุ้มครองและก็เสริมสร้างหลักการทำงานของต่อมหมวกไต และก็เพิ่มโอกาสที่สเปิร์มจะกำเนิดได้ช่วยปรับแนวทางการทำงานของหัวใจ  ถั่งเช่า มีคุณประโยชน์ช่วยปรับให้อัตราการเต้นของหัวใจให้ปกติได้ ทั้งยังยังช่วยบรรเทาอาการหัวใจขาดออกซิเจน และเพิ่มออกซิเจนให้หัวใจได้สร้างเสริมหลักการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ช่วยปรับให้ปรุงลักษณะการทำงานของระบบภูมิต้านทานให้ปกติ  ช่วยให้ร่างกายสร้างเซลล์ภูมิต้านทานมากยิ่งขึ้นต่อต้านโรคมะเร็ง ถั่งเช่าก็ยังมีฤทธิ์ในการต้านโรคมะเร็ง ขึ้นรถคอร์ไดเซปิน (Codycepin) ที่อยู่ในถั่งเช่านับว่าเป็นสารที่มีความจำเป็นสำหรับการต้านการเกิดมะเร็ง ปกป้องการเกิดและการแพร่ระบาดของเนื้อร้ายลดไขมันในเลือด ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ควบคุมระดับไขมันในเลือด ลดคอเลสเตอรอล รวมทั้งสามกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคภัยอื่นๆฟื้นฟูรูปแบบการทำงานของไต สำหรับคนเจ็บโรคไตเรื้อรัง การกินถั่งเช่าจะช่วยบรรเทาอาการลง และก็ทำให้สุขภาพไตดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังลดความทรุดโทรมของไตที่เกิดขึ้นมาจากสารพิษตกค้างได้สร้างเสริมแนวทางการทำงานของตับ การกินถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมจะช่วยลดผลกระทบจากพิษ และคุ้มครองการเกิดพังทลายพืดในตับ สารต้านอนุมูลอิสระก็ยังเข้าไปทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นลักษณะการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ลดความหลีกเลี่ยงสำหรับในการกำเนิดโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ด้วยบำรุงเลือด สารที่อยู่ในถั่งเช่าก็ยังช่วยเสริมสร้างหลักการทำงานของระบบโลหิต ทำให้ร่างกายสร้างไขกระดูกมากขึ้นซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแล้วก็เซลล์เม็ดเลือดขาวถูกผลิตในจำนวนที่เพียงพอต่อร่างกายลดระดับน้ำตาลในเลือด ถั่งเช่าถือเป็นสมุนไพรอีกชนิดที่ช่วยลดน้ำตาลได้ โดยมีการศึกษาเล่าเรียนพบว่าการรับประทานถั่งเช่าวันละ 3 กรัม จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 95%
สรรพคุณกวาวเครือขาว
หัวกวาวเครือขาว รสเย็นเบื่อเมา บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง บำรุงสุขภาพ ชูกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะสำหรับคนชรา แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้อ่อนล้า ซูบผอม นอนไม่หลับ มีฮอร์โมนเพศหญิงสูง ทาหรือรับประทานทำให้เต้านพขยายตัว เส้นผมดกดำ เพิ่มเส้นผม เป็นยาปรับรอบเดือนอาจทำให้แท้งลูกได้ บำรุงความกำหนัด ทำให้อวัยวะสืบพันธุ์และมดลูกมีเลือดมาคั่งมากขึ้น บำรุงอวัยวะสืบพันธุ์ให้รุ่งเรือง แก้โรคจาฟาง ต้อกระจก ทำให้ความจำดี ทำให้มีพลัง เคลื่อนแคล่วคล่อง บำรุงเลือด กินได้นอนหลับ ผิวหนัง
สรรพคุณตรีผลา
ตรีผลา หนังสือเรียนยาไทย  ผลอ่อน แก้ไข้เพื่อขับเสลด รวมทั้งไข้เจือลม เป็นยาระบาย ยาถ่าย ผลแก้ แก้เสลดจุกคอ ทำให้เปียกคอ แก้โรคตา แก้ธาตุกำเริบเสิบสาน บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้ริดสีดวง แก้ท้องร่วงท้องเสีย รักษาโรคโรคท้องมาน เม็ดในแก้บิดแก้บิดมูกเลือด ประเทศพม่า ใช้ผลแห้งรักษาอาการไอ แล้วก็โรคตา ในอินโดจีน ใช้เป็นยาฝาดสมาน และก็ยาบำรุง ผลสดเป็นยาถ่ายหนังสือเรียนยาไทย ผลระบายอ่อนๆแก้ลมป่วง แก้พิษร้อนใน คุมธาตุ แก้ลมจุกเสียด ทราบผายธาตุ ทราบระบายทราบอุจจาระ ถ่ายพิษไข้ คุมธาตุในตัวเสร็จ แก้ไข้เพื่อเสลด ผลอ่อน มีฤทธิ์เป็นยาระบาย อึ รู้ถ่ายทราบปิดเอง แก้ลมจุดเสียด อาเจียน แก้สะอึก แก้โรคหืดไอ แก้ท้องเดินเรื้อรัง ทำเป็นยาชงใช้อมบ้วนปากแก้เจ็บคอ เม็ด รสขม ทำให้เจริญอาหาร
สรรพคุณ ดอกดาวเรือง
ดอกดาวเรือง [/b]รสขม ฉุนน้อย ใช้ละลายเสลด, แก้เวียนหัว, ตาแดง, ลดไข้, บำรุงตับ, แก้ร้อนใน,ไอหวัด,โรคไอกรน, เต้านมอักเสบ, เป็นแผลมีหนอง, บำรุงสายตาใบ รสเปียกแฉะเย็นมีกลิ่นแรง ใช้แก้ฝีหนอง อาการบวมโดยไม่ทราบปัจจัย,ลดการตำหนิเชื้อ น้ำมันหอมระเหย มีคุณประโยชน์แก้วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลมเป็นแล้ง สามารถคุ้มครองผิวแห้ง ผิวแตกลาย บำรุงผิว บำรุงเส้นผม
ราก มีรสขมเผ็ดบางส่วน มีฤทธิ์เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอดและตับ ใช้เป็นยาระบายน้ำคั้นจากใบใช้แก้อาการหูเจ็บ ปวดหู ช่วยแก้ลักษณะของการปวดฟัน ช่วยรักษาปากยุ่ย แผลเน่าเปื่อย ช่วยแก้อาการปวดท้อง ใช้เป็นยาขับพยาธิเภสัชตำรับของประเทศเม็กซิโก เคยใช้ดอกและใบต้มน้ำดื่มใช้ขับลมรวมทั้งขับเยี่ยว  ในอินเดีย น้ำคั้นจากดอกใช้ฟอกโลหิตและก็แก้ริดสีดวงทวาร ในบราซิล ใช้ดอกชงน้ำหรือต้นน้ำรับประทาน แก้อาการปวดตามข้อ
 

Tags : ขายส่งว่านชักมดลูก,รับผลิตว่านชักมดลูก

15
อื่นๆ / ตรีผลามีคุณประโยชน์อะไรบ้าง
« เมื่อ: ตุลาคม 17, 2017, 09:24:32 AM »

สรรพคุณวิเศษของตรีผลาที่สามารถรักษาคุณเกี่ยวกับโรคต่างๆ
ขายตรีผลา DETOX ล้างพิษตับ ล้างพิษ เมือกมัน ตะกรันในลำไส้ ล้างไขมันเกาะตับ ไขมันพอกตับ ล้างน้ำเหลืองเสีย
ผิวผ่องเด้งเต่งตึง มีออร่า ลดรอยเหี่ยวย่น ลดรอยหลุมสิว ลดสิว สร้างคอลลาเจนให้ผิวเรียบเนียน รอยแผลเป็น รอยดำ จางเร็วขึ้น ชลอแก่ ทำให้ดูอ่อนกว่าวัย
ขายตรีผลา ลดไขมันในเลือด ลดไตรกลีเซอรไรด์ ลด LDL และโคเลสเตอรอล
ควบคุมน้ำหนัก ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ช่วยลดน้ำหนัก ลดบวมน้ำ ช่วยให้ผมดกดำ
ปรับสมดุลขับถ่าย (โดยไม่ทำให้ท้องเสีย) เป็นยาอายุวัฒนะ
ล้างน้ำเหลืองเสีย ไหลเวียนเลือด ทำให้ระบบเลือดสมบูรณ์ขึ้น บำรุงเลือด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสภาพร่างกายจากภายใน
ขายตรีผลา เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้ ทางเดินหายใจ และ ภูมิแพ้ผิวหนัง
ปกป้องเซลล์ดีในร่างกาย ต้านอนุมูลอิสระสูงมาก มากกว่าอาหารเสริมทั่วไปถึง 10 เท่า ทำให้เซลล์ต่างๆในร่างกายไม่เสื่อมโทรม ไม่ป่วยง่าย ดูอ่อนกว่าวัย ปลอดภัยจากสารไม่ดีในอาหาร หรือ มลภาวะภายนอก
ควรทานต่อเนื่อง 2-3 เดือนขึ้นไป จึงจะเห็นผล ดังนี้
(ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงไปแล้วแต่บุคคล)
* ระดับน้ำตาลในเลือด ไขมัน ไขมันเกาะตับ ไขมันพอกตับ โคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอร์ไรด์ LDL และ ความดัน เข้าสู่ระดับปกติจากผลตรวจในห้องปฎิบัติการอย่างมีนัยสำคัญ
* ขายตรีผลา การเผาผลาญและการไหลเวียนน้ำเหลืองและโลหิตดีขึ้น
* รักษาสิว แผล สิว และ แผลเป็น หายและจางเร็วขึ้น ผิวผ่องเนียนใสขึ้น ริ้วรอยเหี่ยวย่นลดลง
* ขจัดสารพิษจากตับ ลำไส้ ล้างน้ำเหลืองเสีย ไหลเวียนเลือด ทำให้ร่างกายสมดุลหลับลึก และ หลับสบาย และตื่นมาอย่างมีชีวิตชีวา (ไม่ทำให้ง่วงระหว่างวัน) ส่งผลให้ หน้าตาสดชื่น รอยคล้ำใต้ตาลดลง
* รับผลิตตรีผลา การขับถ่ายสมดุลขึ้น (สูตรของหมออรรถวุฒิ ไม่ทำให้ท้องเสีย เพราะ ไม่มีส่วนผสมของยาระบาย)
* อาการของผู้ที่เป็นภูมิแพ้ผิวหนัง ทางเดินหายใจ ไซนัสอักเสบ ลดลง
* มีส่วนประกอบของสมุนไพรที่ช่วยให้ผมดกดำ
* เหมาะสำหรับเนื้องอก เนื้อร้าย ใช้ได้
* สมานรักษาแผลในกระเพาะและลำไส้ ทำลำไส้ให้สะอาด ล้างเมือกมันตะกรันของเสียต่างๆ
* มีส่วนประกอบของสารสกัด ขมิ้นชัน เพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น
 ขายตรีผลา สกัดแคปซูล ล้างพิษตับ ลำไส้ ไขมันเกาะตับโคเลสเตอรอล ล้างน้ำเหลืองเสีย ผิวผ่องเด้ง
ตรีผลา (Triphala Extract)แคปซูล สมุนไพรตรีผลา สกัดเข้มข้นพิเศษ สูตรเฉพาะ ประสิทธิภาพสูง โดยแพทย์แผนไทย และ เภสัชกร วัตถุดิบจากธรรมชาติ 100% เป็นสารสกัดเข้มข้น โดยวิธี Spray dry และ HPLC วิเคราะห์สารสำคัญก่อนผลิต ทำให้ตัวยาสำคัญมากกว่า และ ประสิทธิภาพ การรักษา ชัดเจนกว่า ตรีผลา ทั่วๆไป
DETOX ล้างพิษตับ ล้างพิษ เมือกมัน ตะกรันในลำไส้ ล้างไขมันเกาะตับ ไขมันพอกตับ ล้างน้ำเหลืองเสีย
ขายส่งตรีผลา ผิวผ่องเด้งเต่งตึง มีออร่า ลดรอยเหี่ยวย่น ลดรอยหลุมสิว ลดสิว สร้างคอลลาเจนให้ผิวเรียบเนียน รอยแผลเป็น รอยดำ จางเร็วขึ้น ชลอแก่ ทำให้ดูอ่อนกว่าวัย
ลดไขมันในเลือด ลดไตรกลีเซอรไรด์ ลด LDL และโคเลสเตอรอล
ควบคุมน้ำหนัก ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ช่วยลดน้ำหนัก ลดบวมน้ำ ช่วยให้ผมดกดำ
ขายตรีผลา ปรับสมดุลขับถ่าย (โดยไม่ทำให้ท้องเสีย) เป็นยาอายุวัฒนะ
ล้างน้ำเหลืองเสีย ไหลเวียนเลือด ทำให้ระบบเลือดสมบูรณ์ขึ้น บำรุงเลือด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสภาพร่างกายจากภายใน
เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้ ทางเดินหายใจ และ ภูมิแพ้ผิวหนัง
ปกป้องเซลล์ดีในร่างกาย ต้านอนุมูลอิสระสูงมาก มากกว่าอาหารเสริมทั่วไปถึง 10 เท่า ทำให้เซลล์ต่างๆในร่างกายไม่เสื่อมโทรม ไม่ป่วยง่าย ดูอ่อนกว่าวัย ปลอดภัยจากสารไม่ดีในอาหาร หรือ มลภาวะภายนอก
ควรทานต่อเนื่อง 2-3 เดือนขึ้นไป จึงจะเห็นผล ดังนี้
(ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงไปแล้วแต่บุคคล)
* ระดับน้ำตาลในเลือด ไขมัน ไขมันเกาะตับ ไขมันพอกตับ โคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอร์ไรด์ LDL และ ความดัน เข้าสู่ระดับปกติจากผลตรวจในห้องปฎิบัติการอย่างมีนัยสำคัญ
* การเผาผลาญและการไหลเวียนน้ำเหลืองและโลหิตดีขึ้น
* รักษาสิว แผล สิว และ แผลเป็น หายและจางเร็วขึ้น ผิวผ่องเนียนใสขึ้น ริ้วรอยเหี่ยวย่นลดลง
* แคปซูลตรีผลา ขจัดสารพิษจากตับ ลำไส้ ล้างน้ำเหลืองเสีย ไหลเวียนเลือด ทำให้ร่างกายสมดุลหลับลึก และ หลับสบาย และตื่นมาอย่างมีชีวิตชีวา (ไม่ทำให้ง่วงระหว่างวัน) ส่งผลให้ หน้าตาสดชื่น รอยคล้ำใต้ตาลดลง
* การขับถ่ายสมดุลขึ้น (สูตรของหมออรรถวุฒิ ไม่ทำให้ท้องเสีย เพราะ ไม่มีส่วนผสมของยาระบาย)
* ขายตรีผลา อาการของผู้ที่เป็นภูมิแพ้ผิวหนัง ทางเดินหายใจ ไซนัสอักเสบ ลดลง
* มีส่วนประกอบของสมุนไพรที่ช่วยให้ผมดกดำ
* เหมาะสำหรับเนื้องอก เนื้อร้าย ใช้ได้
* สมานรักษาแผลในกระเพาะและลำไส้ ทำลำไส้ให้สะอาด ล้างเมือกมันตะกรันของเสียต่างๆ
* แคปซูลตรีผลา มีส่วนประกอบของสารสกัด ขมิ้นชัน เพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น
ตรีผลา Triphala  เป็นตำรับยาสมุนไพรโบราณที่ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ทางเลือกระดับสากล และมีงานวิจัยอย่างเป็นทางการยืนยันถึงประสิทธิภาพในด้านต่างๆมากมายทั้งในและต่างประเทศ
ท่านสามารถสืบค้นข้อมูลในการใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศโดย ค้นหาใน google ด้วยคำว่าตรีผลา สกัด เข้มข้น ชนิดแคปซูล  www.charmingfresh.com เป็นสารสกัดเฉพาะตัวยาสำคัญล้วนๆ แยกกาก และ สารอื่นๆที่ไม่จำเป็นตามธรรมชาติออก ปราศจากสาร แทนนิน ที่มีมากตามธรรมชาติ สูตรนี้จึงเป็นสูตรปราศจาก สารแทนนิน
ประกอบด้วยตัวยา 3 ชนิด ได้แก่
สมอไทย สมอภิเภก และ มะขามป้อม
สรรพคุณตรีผลา
• DETOX ล้างพิษในตับ ล้างน้ำเหลืองเสีย (Sandhyaa et al.,2006)
 • ขายส่งตรีผลา ผิวพรรณผ่องใส กระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต เพิ่มคอลลาเจน (Mukherjee et al.,2005)
 • เสริมภูมิคุ้มกัน เป็นยาอายุวัฒนะ (Kumar, et al.,2008)
 • ต้านอนุมูลอิสระสูงมาก ทำให้อ่อนกว่าวัย (Bhattacharya et al.,1999)
 • ควบคุมความดัน ต้านเบาหวาน ลดโคเลสเตอรอล (Kaur,et al,2008)
 • ต้านเนื้องอก ยับยั้งเซลล์มะเร็ง ปกป้องตับไต (Prabhakar, et al.2010)
 • ต้านไขข้ออักเสบอย่างมีประสิทธิภาพสูง (Sabina, and Rasool 2008)
 • มีฤทธิ์สูงในการทำลายมะเร็งเต้านม (Sandhy,et al.2006;Kaur,et al.2006;Sandhya,and Mishra)
รับผลิตตรีผลา มะเร็งต่อมลูกหมาก (Kaur, et al.2006)มะเร็งตับ และ มะเร็งปอด (Pinmai, etal.2008) และไม่มีพิษต่อเซลล์
 ปกติและในหนูทดลอง (Sandhy, et al.2006;Pinmai,et al.2008;Jagetia,  et al.2002)
ขายตรีผลา ขายส่งตรีผลา รับผลิตตรีผลา แคปซูลตรีผลา
สมุนไพรอื่นๆ
คุณประโยชน์กวาวเครือขาว
หัวกวาวเครือขาว รสเย็นเบื่อเมา บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง บำรุงสุขภาพ บำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะสำหรับคนสูงอายุ แก้เมื่อยตามร่างกาย แก้อ่อนล้า ซูบซีด นอนไม่หลับ มีฮอร์โมนผู้หญิงสูง ทาหรือกินทำให้เต้านพขยายตัว เส้นผมดกดำ เพิ่มเส้นผม เป็นยาปรับรอบเดือนอาจจะทำให้แท้งลูกได้ บำรุงความกำหนัด ทำให้อวัยวะสืบพันธุ์และมดลูกมีเลือดมาคั่งมากขึ้นเรื่อยๆ บำรุงอวัยวะสืบพันธุ์ให้เจริญก้าวหน้า แก้โรคจาฟาง ต้อกระจก ทำให้ความจำดี ทำให้มีพลัง เคลื่อนคล่องแคล่ว บำรุงเลือด กินได้นอนหลับ ผิวหนัง
สรรพคุณถั่งเช่า
ถั่งเช่า คุณประโยชน์ถั่งเช่าช่วยเสริมสมรรถนะทางเพศ มีฤทธิ์บำรุงกำลังทางเพศ ช่วยทำให้น้ำเชื้อแข็งแรก เหตุเพราะการกินถั่งเช่าจะทำให้มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสืบพันธุ์มากขึ้น ถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของสเปิร์มในน้ำอสุจิได้ โดยจากการเรียนรู้ในเพศชาย 22 คนพบว่าเมื่อใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมแล้ว จำนวนของสเปิร์มในอสุจิมากขึ้น 33% อีกทั้งยังลดปริมาณสเปิร์มที่มีความผิดปกติลงได้ถึง 29% แล้วก็เมื่อเรียนเพิ่มเติมก็พบว่าถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มความจำเป็นทางเพศได้ 66 – 86% ทั้งยังยังมีคุณสมบัติสำหรับในการป้องกันรวมทั้งเสริมสร้างการทำงานของต่อมหมวกไต และเพิ่มช่องทางที่สเปิร์มจะถือกำเนิดได้ช่วยทำให้ปรับแนวทางการทำงานของหัวใจ  ถั่งเช่า มีคุณประโยชน์ช่วยปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้ปกติได้ อีกทั้งยังช่วยทุเลาอาการหัวใจขาดออกซิเจน แล้วก็เพิ่มออกซิเจนให้หัวใจได้สร้างเสริมลักษณะการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ช่วยทำให้ปรับปรุงหลักการทำงานของระบบภูมิต้านทานให้ปกติ  ช่วยให้ร่างกายสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันมากเพิ่มขึ้นต่อต้านมะเร็ง ถั่งเช่าก็ยังมีฤทธิ์สำหรับเพื่อการต่อต้านมะเร็ง โดยสารคอร์ไดเซปิน (Codycepin) ที่อยู่ในถั่งเช่าถือเป็นสารที่มีความจำเป็นในการต้านการเกิดมะเร็ง ปกป้องการเกิดและก็การแพร่ระบาดของเนื้อร้ายลดไขมันในเลือด ถั่งเช่ามีสรรพคุณควบคุมระดับไขมันในเลือด ลดคอเลสเตอรอล แล้วก็ตรีกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภัยอื่นๆฟื้นฟูลักษณะการทำงานของไต สำหรับคนป่วยโรคไตเรื้อรัง การกินถั่งเช่าจะช่วยทุเลาอาการลง และทำให้สุขภาพไตดีขึ้น ทั้งยังยังลดความย่ำแย่ของไตที่เกิดจากสารพิษตกค้างได้สร้างเสริมแนวทางการทำงานของตับ การกินถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมจะช่วยลดผลกระทบจากพิษ แล้วก็คุ้มครองการเกิดพังพืดในตับ สารต้านอนุมูลอิสระก็ยังเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพรูปแบบการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลดความหลีกเลี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ด้วยบำรุงเลือด สารที่อยู่ในถั่งเช่าก็ยังช่วยสร้างเสริมการทำงานของระบบโลหิต ทำให้ร่างกายสร้างไขกระดูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงรวมทั้งเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกผลิตในปริมาณที่เพียงพอต่อสุขภาพร่างกายลดระดับน้ำตาลในเลือด ถั่งเช่าถือเป็นสมุนไพรอีกจำพวกที่ช่วยลดน้ำตาลได้ โดยมีการเรียนรู้พบว่าการรับประทานถั่งเช่าวันละ 3 กรัม จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 95%
สรรพคุณว่านชักมดลูก
ว่านชักมดลูก ยาสมุนไพรพื้นเมืองจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ เหง้า ฝนทาแผล แก้พิษสุนัขกัด แบบเรียนไทย เหง้า รักษาเลือดออกจากมดลูกข้างหลังคลอด รักษามดลูกอักเสบ แก้ตับอักเสบ แก้ปวดท้อง ขับน้ำดี รักษาอาการเมนส์มาผิดปกติ , ปวดท้องระหว่างมีรอบเดือน ตกขาว ขับน้ำคาวปลา แก้ธาตุพิการของกินไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยเหล้า กินครั้งละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับคนคลอดบุตรใหม่ๆแก้เจ็บมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่เข้าทาง ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ และดื่ม เพื่อให้สภาพร่างกาย และก็มดลูกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางบุคคลในยุคใหม่ไม่ค่อยเจอการอยู่ไฟแล้ว แต่ก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ และดื่มเป็นประจำตลอดระยะเวลา 3 เดือน หรือมากกว่า ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยของอาหาร แก้ริดสีดวง แก้ไส้เลื่อน รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ป้องกันโรคมะเร็งชนิดต่างๆลดอาการปวดบวมของแผล รวมทั้งต่อต้านการอักเสบของแผล หากเป็นแผลด้านในจะใช้การต้มน้ำ แม้เป็นแผลด้านนอกบางทีอาจใช้อีกทั้งการต้มน้ำ ใช้บดทาแผล หรือน้ำต้มล้างทาแผล ช่วยกระตุ้นขั้นตอนสร้างเซลล์ใหม่ และก็การบูรณะเซลล์ที่สึกหรอหรือเซลล์รอยแผล ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวมองดูผ่องใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยสำหรับการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง และก็ช่วยกระตุ้นกระบวนกรย่อยของกิน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
สรรพคุณพลูคาว
พลูคาว เป็นสมุนไพรที่ให้ รสเผ็ด มีกลิ่นคล้ายคาวปลา เป็นยาเย็น แก้กามโรค เข้าข้อ แก้น้ำเหลืองเสีย ทำให้แผลแห้ง ออกฤทธิ์ต่อปอดแล้วก็ตับ ใช้เป็นยาดับพิษร้อน ทำลายพิษไข้ แก้พิษ ขับเยี่ยว แก้บวมน้ำ รักษาปอดอักเสบเป็นหนอง หลอดลมอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้ไอ รักษาติดเชื้อโรคฟุตบาทปัสสาวะ ไตอักเสบบวมน้ำ ลำไส้อักเสบ เต้านมอักเสบ หูชั้นกึ่งกลางอักเสบ แก้บิด แก้ริดสีดวงทวาร ภายนอกใช้แก้พิษงู แมลงกัดต่อย แก้โรคผิวหนังขี้กลากเกลื้อน ฝีอักเสบ ทาข้างนอกให้เลือดมาเลี้ยงผิวหนังในรอบๆนั้นมาก ปอดอักเสบ ไข้จับสั่น แก้โรคผิวหนังผื่นคัน  ฝีฝักบัว  ฝีแผลเปื่อยยุ่ย แล้วก็พอกในรายกระดูกหัก รวมทั้งหนองใน มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการช่วยต้านโรคมะเร็ง ยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ของโรคมะเร็ง  มีฤทธิ์ในการช่วยบรรเทาฟื้นฟูโรคความดันเลือดสูง  ช่วยสร้างเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ต่อต้านโรค ช่วยต่ออายุคนไข้ให้อยู่สู้โรคได้เป็นเวลานานมากขึ้น  ช่วยยั้งโรคเบาหวาน รักษาความสมดุลของร่างกาย   ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาที่เป็นน้ำยาข้น ใช้ทารักษาและก็ช่วยต้านทานเชื้อโรคหวัด ไข้หวัดใหญ่   ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยา ช่วยรักษาอาการติดเชื้อโรคเฉียบพลัน ติดเชื้อโรคทางเท้าหายใจ   ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาที่เป็นน้ำยาข้น ใช้ทารักษาคางทูม ต่อมทอนซิลอักเสบ และก็ปอดอักเสบในเด็ก   กระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์เม็ดเลือดขาวช่วยรักษาภาวการณ์ภูมิแพ้ อาการหอบหืด ใช้เป็นยาระบาย ของกินไม่ย่อย  ช่วยขับพยาธิ  รักษาโรคตับอักเสบประเภทโรคดีซ่าน  รักษาแผลอักเสบบริเวณคอมดลูก รักษาการอักเสบบริเวณเชิงกราน   มีฤทธิ์ช่วยต่อต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัสชนิดต่างๆอย่างเช่น ไข้ทรพิษ หัด งูสวัด เริม เอดส์ (HIV)  เหมาะสมกับคนเจ็บและผู้ที่อยากบำรุงร่างกาย ผู้ป่วยในระยะพักฟื้นช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานแข็งแรงขึ้น ทำให้โรคต่างๆมีลักษณะดียิ่งขึ้น  ใช้ควบคู่กับการดูแลรักษาด้วยเคมีบรรเทาหรือการฉายรังสี จะช่วยทำให้คนป่วยมีลักษณะอาการแพ้ลดลง จีน ประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น ใช้ทั้งต้นเป็นยาลดไข้ กำจัดสารพิษ รักษาแผลในกระเพาะรวมทั้งลดการอักเสบ ประเทศเกาหลีใช้พลูคาวเป็นยาลดความดันเลือดสูง สภาวะหลอดเลือดแข็งเนื่องมาจากมีการสะสมของไขมัน (atherosclersis) รวมทั้งมะเร็ง ส่วนเนปาลใช้ลำต้นใต้ดินในตำรับยาที่เกี่ยวกับโรคของสตรี ขับเมนส์ ใช้ทั้งยังต้นเป็นยาย่อยอาหาร บรรเทาอาการอักเสบ ใบใช้ในการรักษาโรคผิวหนัง แก้บิดแล้วก็ริดสีดวงทวาร
คุณประโยชน์ ดอกดาวเรือง
ดอกดาวเรือง [/b]รสขม ฉุนน้อย ใช้ละลายเสลด, แก้มึนหัว, ตาแดง, ลดไข้, บำรุงตับ, แก้ร้อนใน,ไอหวัด,โรคไอกรน, เต้านมอักเสบ, เป็นแผลมีหนอง, บำรุงสายตาใบ รสเปียกแฉะเย็นมีกลิ่นฉุน ใช้แก้ฝีหนอง อาการบวมโดยไม่รู้เรื่องปัจจัย,ลดการตำหนิเชื้อ น้ำมันหอมระเหย มีสรรพคุณแก้วิงเวียนหัว หน้ามืด เป็นลม สามารถคุ้มครองผิวแห้ง ผิวแตกลาย บำรุงผิว บำรุงเส้นผม
ราก มีรสขมเผ็ดเล็กน้อย มีฤทธิ์เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอดและตับ ใช้เป็นยาระบายน้ำคั้นจากใบใช้แก้อาการหูเจ็บ ปวดหู ช่วยแก้ลักษณะของการปวดฟัน ช่วยรักษาปากเปื่อยยุ่ย แผลเน่าเปื่อย ช่วยแก้อาการปวดท้อง ใช้เป็นยาขับพยาธิเภสัชตำรับของเม็กซิโก เคยใช้ดอกรวมทั้งใบต้มน้ำดื่มใช้ขับลมรวมทั้งขับปัสสาวะ  ในอินเดีย น้ำคั้นจากดอกใช้ฟอกเลือดและก็แก้ริดสีดวงทวาร ในบราซิล ใช้ดอกชงน้ำหรือต้นน้ำกิน แก้ลักษณะของการปวดตามข้อ

Tags : ขายตรีผลา,ขายส่งตรีผลา,รับผลิตตรีผลา

หน้า: [1] 2