แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - pstana

หน้า: [1] 2 3 ... 7
1
สายสัญญาณเสียง คือวัสดุอุปกรณ์สำหรับใช้เพื่อเชื่อมต่อเครื่องเสียงกับเครื่องใช้ไม้สอยอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆโดยสายนี้จะเป็นตัวนำเสียงจากเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ให้มาแสดงออกในเครื่องเสียง ช่วยทำให้สามารถเล่นไฟล์เสียงด้วยเสียงที่ดังขึ้นได้

ปัจจุบันนี้ เราสามารถหาซื้อสายสัญญาณเสียงได้ทั่วๆไปตามร้านค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและวัสดุอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆมีสินค้าหลายรุ่น หลายแบรนด์ให้พวกเราได้เลือกซื้อกัน ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อสายสัญญาณเสียงบนท้องตลาดมีอยู่หลายรุ่น หลายแบรนด์ ทำให้คุณภาพของสินค้ามีความต่างกันด้วย หากว่าเราได้สายสัญญาณเสียงที่มีคุณภาพดีมาใช้ดีแล้วไป แม้กระนั้นถ้าเกิดพวกเราเผลอไปซื้อสายสัญญาณเสียงที่ไม่ได้คุณภาพมาใช้งานเข้า ก็ต้องเผชิญกับปัญหาระหว่างใช้งานหลายประการ ทั้งยังเสียงไม่ออก คุณภาพเสียงไม่ดี มีอายุการใช้งานสั้น ใช้ไปได้ไม่เท่าไรก็เสียแล้ว ทั้งยังสายสัญญาณเสียงนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่บางทีอาจประเมินประสิทธิภาพด้วยราคาได้ เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ราคาไม่แพงหรือผลิตภัณฑ์ราคาแพง ต่างก็มีอีกทั้งคุณภาพดี คุณภาพแย่ และก็ปัญหาในตนเองคละเคล้ากันไป ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงจำเป็นต้องมีวิธีการเบื้องต้นสำหรับตรวจสอบคุณภาพสายสัญญาณเสียง เพื่อให้สามารถซื้อสินค้าที่มีคุณภาพมาใช้งานได้ต่อไป

การพิจารณาคุณภาพ สายสัญญาณเสียง พวกเราสามารถทำเป็น 6 แนวทางดังนี้
1. วิเคราะห์ความแข็ง-ความอ่อนของสาย ข้อนี้เป็นอย่างแรกที่เราสามารถตรวจตราด้วยตัวเองได้ รวมทั้งควรจะเช็คเป็นอย่างแรก เนื่องด้วยสาย audio cable ในตอนนี้มีการผลิตสายออกมาให้มีความแข็งแรงแล้วก็ความอ่อนไม่เท่ากัน โดยทั่วไป สายสัญญาณเสียงที่แพงถูกชอบมีสายออกจะแข็ง ในขณะสายสัญญาณเสียงราคาสูงๆชอบมีสายอ่อน คำแนะนำเป็น ไม่ควรซื้อสายสัญญาณเสียงที่แข็งเกินความจำเป็น เพราะเหตุว่าจะไม่สามารถพับสายได้ แม้พับ ม้วนเก็บสายย่อมทำให้เกิดปัญหา ในเวลาเดียวกันก็ไม่ควรซื้อสายสัญญาณเสียงที่อ่อนเหลือเกิน เพราะเหตุว่ายิ่งอ่อนนิ่มมาก สายก็จะยิ่งเปราะบาง เมื่อใช้ประโยชน์งานเป็นประจำย่อมมีการเสี่ยงสูงที่สายจะขาด หรือหักพับได้ง่ายๆสายสัญญาณเสียงที่ยอดเยี่ยม ควรจะเป็นสายที่อ่อนพอเพียงจะสามารถพับได้อย่างไม่เกิดการเสียหาย แม้กระนั้นในขณะเดียวกันก็มีความแข็งแรงพอที่จะใช้งานได้อย่างไม่เกิดการฉีกให้ขาด ถ้าเราพบว่าสายสัญญาณเสียงใดมีลักษณะแบบนี้ สามารถซื้อมาไว้ใช้งานได้เลย
2. สำรวจวัสดุที่ใช้ทำหัวสายว่าเป็นอย่างไร สายสัญญาณเสียงที่ผลิตออกมาในตอนนี้นั้น มีการใช้โลหะอยู่ 2 ชนิดใหญ่ๆสำหรับเพื่อการทำหัวสาย ได้แก่ ทองสัมฤทธิ์ แล้วก็อลูมินัม ขอชี้แนะว่าควรจะเลือกใช้สายสัญญาณเสียงที่มีหัวสายเป็นทองบรอนซ์จะดีมากกว่า เพราะเป็นโลหะที่นำสัญญาณได้ดียิ่งไปกว่าอลูมิเนียม ไม่ค่อยเจอปัญหาเสียงขาดเสียงหาย แม้จะเสียบสายไม่แน่นก็ตาม ในตอนที่อลูมินัม เป็นโลหะที่นำสัญญาณได้ไม่ดีนัก หากแทงไม่แน่นจะไม่อาจจะนำสัญญาณเสียงได้ ยิ่งไปกว่านี้ ทองเหลืองยังเป็นโลหะที่มีความคงทนถาวรสูง มีอายุการใช้แรงงานยาวนาน ไม่ค่อยเจอกับปัญหาหัวข้อการหัก หรือการโค้งงอผิดแบบ ในเวลาที่สายสัญญาณเสียงที่มีหัวสายเป็นอลูมิเนียมนั้นจะต้องใช้งานอย่างระมัดระวัง ถ้าไม่ถนอมกล่อมเกลี้ยง หัวสายจะหักหรือโค้งงอได้ง่ายในเวลาอันเร็วทันใจ
3. สำรวจการยึดระหว่างหัวสายกับสายไฟว่าคืออะไร มีการเชื่อมต่ออย่างสนิทดีหรือเปล่า โดยปกติสายสัญญาณเสียงที่มีคุณภาพดีจะยึดจุดเชื่อมต่อระหว่างสายไฟกับหัวเสียบได้อย่างสนิท ในเวลาที่สายสัญญาณเสียงคุณภาพต่ำมักยึดท่อนหัวสายกับสายไฟได้ไม่แน่น บางรุ่นทำเพียงแค่เอาสายสอดเข้าไปในหัวแบบไม่ได้ยึด สิ่งที่จะตามมาเมื่อใช้งานไปได้สักระยะ ก็คือ สายไฟหลุดออกมาจากอารมณ์เสียบ และถ้าหากสายสัญญาณเสียงใดมีปัญหานี้ขึ้นมาย่อมไม่อาจจะซ่อมได้ ต้องทิ้งอย่างเดียว ด้วยเหตุนี้สำหรับในการเลือกซื้อสายสัญญาณเสียง พวกเราก็เลยจำต้องตรวจสอบจุดเชื่อมต่อระหว่างหัวเสียบกับสายไฟด้วย
4. พิจารณาความยาวของโลหะหัวเสียบว่ามีความสั้นยาวแค่ไหน โดย สายสัญญาณเสียงที่ดี ต้องมีความยาวระหว่างโลหะหัวเสียบอยู่ที่ 2-5 เซนติเมตร เนื่องจากเป็นความยาวที่เหมาะสมในการแทงกับวัสดุอุปกรณ์ต่างๆได้โดยไม่มีการคลอนหรือหลวม ทั้งยังแทงได้สนิท ไม่มีโลหะหัวเสียบโผล่พ้นขึ้นมา หากเป็นสายสัญญาณเสียงที่มีความยาวของโลหะหัวเสียบสั้นเหลือเกิน จะไม่สามารถแทงกับเครื่องไม้เครื่องมือได้ กำเนิดปัญหาเสียงไม่ออก หรือเสียงมาเป็นช่วงๆจำเป็นต้องรอพยุงไว้ ส่วนหากโลหะที่ศีรษะแทงมีความยาวมากเกินไป เมื่อแทงกับวัสดุอุปกรณ์จะมีผลให้มีโลหะนิดหน่อยโผล่ขึ้นมา ถ้าเผลอไปชนเข้าอาจจะส่งผลให้สายมีการหักได้
5. วิเคราะห์ความยาวของสายไฟว่ามีมากน้อยเท่าใด ข้อนี้แม้จะมิได้ส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้แรงงานโดยตรง แต่ว่าก็สำคัญ เพราะเหตุว่าการซื้อสายสัญญาณเสียงที่มีความยาวเพียงพอต่อการใช้งาน จะช่วยให้สามารถต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างสะดวก ไม่เกิดปัญหาสายตึงรั้งเกินไปจนกระทั่งมีความเสี่ยงต่อการหัก หรือหย่อนเหลือเกินจนกระทั่งเกิดความรู้สึกเกะกะ ซึ่งความยาวที่สมควรของสายไฟขึ้นกับการใช้งานของพวกเราว่าเป็นยังไง ถ้าเป็นสายสัญญาณเสียงสำหรับทิ่มวัสดุอุปกรณ์เครื่องเสียงในรถ หรือลำโพงทั่วไป ควรมีความยาวอยู่ที่ 30-60 เซนติเมตร ส่วนถ้าหากเป็นสานสำหรับต่อลำโพงขนาดใหญ่ ต้องลากสายยาวๆก็ควรมีความยาวตั้งแต่ 1 เมตรขึ้นไป
6. ตรวจตราแบรนด์ของสาย ส่วนยี่ห้อนี้ก็จัดว่ามีความหมายไม่แพ้กันสำหรับเพื่อการเลือกซื้อสายสัญญาณเสียง โดยควรที่จะเลือกซื้อสายสัญญาณเสียงที่ผลิตขึ้นโดยยี่ห้ออันเป็นที่รู้จัก เลี่ยงสินค้าจากแบรนด์แปลกๆหรือผลิตภัณฑ์โนเนม เพราะเหตุว่ามักจะเป็นสินค้าที่ไม่ได้ประสิทธิภาพ มีโอกาสเสียเสียหายได้ง่าย

วิธีสำหรับการเลือกซื้อ สายสัญญาณเสียง ให้ได้คุณภาพถือเป็นเรื่องที่พวกเราจำเป็นต้องให้ความเอาใจใส่ เพื่อให้การเชื่อมต่อเครื่องไม้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์กับเครื่องเสียงสามารถำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้เรื่องเล่นเสียงที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง
แหล่งที่มา บทความสายสัญญาณเสียง:  www.dotlife.store

2
เมื่อกล่าวถึงมือถือที่ฮิตสูงที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลกแล้ว เชื่อว่า iphone น่าจะเป็นมือถือที่ติดโผด้วยอย่างแน่นอน

Iphone เป็น Smartphone ที่มีระบบปฏิบัติงานคือ ios ตัวเครื่องถูกดีไซน์มาให้สามารถทนทานต่อสิ่งต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นความชื้น การกระแทก การตก และอื่นๆ อีก แต่ถึงจะบอกกล่าวว่า iphone ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองอะไรแบบนี้อยู่แล้ว แต่ในความจริง เมื่อเรานำไอโฟน ไปชนกับข้าวของอื่น หรือทำตก ย่อมต้องบังเกิดริ้วรอย รอยการพังบังเกิดให้เห็นบนตัวของมัน ยิ่งถ้าหน้าจอถูกปะทะ ก็จะอุบัติการแตกได้เช่นเดียวกัน ถึงแม้การผุพังดังกล่าวจะไม่เป็นเหตุให้ iphone ดับดิ้นสิ้นชีวา แต่ก็ทำเอามีตำหนิอันไม่พึงปรารถนาปรากฏขึ้น และความกระทบกระเทือนจะมีไปถึงตอนที่เราปรารถนาจะเอาไอโฟน เครื่องนั้นจำหน่ายทอดตลาด มูลค่าของเครื่องจะต้องตกลงอย่างแน่นอน ฉะนั้นเพื่อไม่ให้เกิดริ้วรอยดังกล่าวขึ้น จึงมีผู้ผลิตหลายรายที่คิดเคส iphone ขึ้นมา สำหรับสวมลงบนตัวเครื่องอีกที เพื่อที่เวลาเครื่อง iphone ไปชนกับเครื่องใช้ใดๆ ส่วนที่ได้รับแรงกระทุ้งเต็มๆ จะเป็นตัวเคสก่อน ริ้วรอยที่ควรจะเกิดขึ้นบนตัวเครื่องก็จะมาบังเกิดบนเคสแทน เป็นเหตุให้เครื่องไม่ได้รับพิษภัย

เคส iphone ดังที่เผยไปว่ามีหน้าที่หลักๆ คือการปกป้อง iphone จากแรงปะทะที่ปรากฏจากการชน หรือทำตก แต่ทราบหรือไม่ว่า นอกจากเคส iphone จะปกป้องการกระทุ้งได้แล้ว มันยังสามารถคุ้มกันพิษภัยอื่นๆ ที่อาจปรากฏกับตัว iphone ได้อีก เช่น รอยนิ้วมือ รอยขีดข่วนแบบไม่ได้ตั้งใจ และความชุ่มชื้น ดังที่เราจะพรรณนาไปทีละอย่าง ดังนี้

เริ่มจากรอยนิ้วมือ ผู้ใช้งาน iphone จำนวนไม่น้อยคงจะหงุดหงิดกับรอยคราบมัน หรือรอยนิ้วมือที่มักไปเกิดบนตัวเครื่อง iphone หลังจากหยิบใช้งานแต่ละครั้ง มีผลให้ต้องคอยขัดถูทำความเกลี้ยงอยู่บ่อยๆ อีกทั้งยังทำให้เครื่องดูโกโรโกโสเร็วด้วย แต่ถ้าใส่เคส iphone ตัวเคสจะห่อเครื่องไว้อย่างเป็นอันขาด ทำเอาเมื่อเวลากำ ถือ รอยนิ้วมือและหยาดเหงื่อบนมือจะไม่ไปแตะต้องกับเครื่อง ส่งผลลัพธ์ให้ iphone หมดจดเอี่ยมอยู่เสมอ และดูไม่คร่ำคร่า ยิ่งไปกว่านี้ การใส่เคสให้ iphone ยังทำเอาเราสามารถตั้งเครื่องลงบนบริเวณต่างๆ ได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะมีสิ่งปฏิกูลมาติด หรือเข้าในช่องต่างๆ ของไอโฟน เพราะมันจะเข้าไปติดเคสก่อน การใส่เคสให้ iphone จึงช่วยเหลือป้องกันทั้งรอยนิ้วมือ และสิ่งโสโครกต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์

การปกป้องประการถัดมาที่เคสไอโฟน[/b]]เคสไอโฟน จะช่วยเหลือเซฟเครื่องได้ ก็คือ รอยขีดข่วนต่างๆ ซึ่งรูปแบบการใช้งานของคนในสมัยปัจจุบันนั้น ส่งผลลัพธ์ให้เกิดรอยขีดข่วนที่เครื่องได้ง่าย กระทั่งในการเก็บ iphone ไว้ในกระเป๋ากางเกงยีนส์ ก็ยังสามารถเป็นเหตุให้เครื่องไอโฟน ปรากฏรอยขีดข่วนได้อย่างเดียวกัน แต่ถ้าเราใส่เคส iphone การขีดข่วนต่างๆ จะต้องไปสัมผผัสกับเคสก่อน ทำเอาแม้ว่าเคสจะผุพัง แต่ตัวไอโฟนจะยังคงสภาพดีอยู่เสมอ ยิ่งไปกว่านี้ ในเคสไอโฟนบางรุ่น ยังมีแผ่นสำหรับปิดจอด้วย ซึ่งสามารถช่วยเหลือป้องกันไม่ให้ปรากฏการสัมผัสโดยไม่ได้ตั้งใจเวลาใส่ในกระเป๋ากางเกง ไม่อุบัติการเข้าเมนูต่างๆ หรือโทรออกโดยไม่ได้ตั้งใจ

การปกป้องอย่างสุดท้ายของiphone case ที่มันจะกระทำต่อโทรศัพท์มือถือ ก็คือ ความชุ่มชื้น ดังที่บอกกล่าวไปในข้างต้นว่าตัว iphone สามารถกันน้ำได้ แต่อย่าลืมว่าในการแตะต้องกับความชื้น แม้จะไม่ทำให้ไอโฟนพัง แต่มันก็อาจจะทำปฏิกิริยากับไอโฟน จนทำเอาบังเกิดขี้เกลือ หรือสนิมขึ้นบนตัว iphone กลายเป็นตำหนิที่ไม่น่าดู โดยเคส iphone จะสามารถคุ้มกันความชุ่มชื้นส่วนนี้ได้ แต่การปกป้องความชื้นของเคสไอโฟน นั้น จะมีลักษณะเป็นเพียง water resistant สามารถคุ้มครองได้เฉพาะละอองน้ำ และความชุ่มชื้นเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ถ้าบังเกิดเอา iphone ไปตากฝน หรือเอาไปจุ่มน้ำ เคสไอโฟน จะไม่สามารถปกป้องในส่วนนี้ได้

เคส iphone ในปัจจุบันผลิตออกมาจากหลายวัตถุ หลายแบบ เคส iphone บางรุ่น ไม่ได้เป็นเพียงแต่เครื่องปกป้องโทรศัพท์เคลื่อนที่ ไอโฟน จากพิษภัยต่างๆ เท่านั้น หากแต่ยังสามารถเป็นเครื่องตกแต่งมือถือให้ดูมีอะไรมากขึ้นได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ในเคส iphone บางรุ่น ก็ผลิตขึ้นมาจากวัตถุที่ไม่เหมาะสม เช่น พลาสติกทึบ เมื่อเอาไปใส่จะเป็นอุปสรรคต่อการระบายความร้อนของไอโฟน จนบางครั้งเอาไปถือที เหมือนถือลูกประคบที่เพิ่งขึ้นจากเตาเอาไว้ในมือเลยทีเดียว เคสที่มีลักษณะดังกล่าวนั้นไม่ควรนำมาใช้งานใส่ ไอโฟน เพราะจะทำเอา iphone ระบายความร้อนได้ไม่ดี และอาจมีผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ โดยเฉพาะระบบแบตเตอรี่ได้ในอนาคต

ยิ่งไปกว่านี้ ในเคส iphone บางรุ่น ก็ดูแล้วจะสวยงามอย่างเดียว ปกป้องอะไรไม่ได้เช่น พวกเคสพลาสติกบางๆ ตกแต่งตัวการ์ตูรสวยๆ อย่างที่เราเห็นในช่วงปัจจุบัน เคสประเภทนี้ถ้าคิดว่าจะเอามาเพื่อแต่งเติมอย่างเดียว ก็สามารถพิจารณาคัดซื้อได้ แต่ถ้าต้องการจะซื้อเพื่อปกป้องละก็ ขอให้เลือกเฟ้นเลือกรุ่นอื่นจะดีกว่าเคส iphone จึงถือเป็นอุปกรณ์ที่สนับสนุนคุ้มกันมือถือของเราจากอันตรายต่างๆ ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็แล้วแต่ การจะป้องกัน iphone จากผลร้ายทุกรูปแบบนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเคสเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้ใช้สอยด้วย หากใช้งานงานไม่ระมัดระวัง ชอบทำไอโฟน ตกพื้นบ่อยๆ ก็ไม่แน่ว่าเคสจะสามารถรองพิษภัยได้ทั้งหมด ขอให้ผู้ใช้งานมีความระมัดระวังระหว่างการใช้งานงานด้วย

Website: บทความเคส iphone:  www.dotlife.store

3
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า iPad คือเครื่องใช้ไม้สอยอิเล็กทรอนิกส์อย่างหนึ่งที่ผู้คนนิยมใช้กันเยอะขึ้นทั้งโลก ด้วยความที่เป็นวัสดุอุปกรณ์ที่มีหน้าน้าจอขนาดใหญ่ ทำให้สามารถใช้เพื่องานด้านเอกสาร หรือเพื่องาน Social Media ได้สบายกว่าการใช้โทรศัพท์ smartphone ทั่วไป จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ คนไม่ใช่น้อยบางทีก็อาจจะเน้นใช้ Social Media บน iPad เป็นส่วนมากด้วยซ้ำ ส่วนโทรศัพท์ก็เก็บไว้ใช้โทรสิ่งเดียว เป็นต้น
แต่ว่าการใช้ iPad เพื่องานต่างๆสิ่งหนึ่งที่ต้องมีให้ได้เด็ดขาดเลยก็คือเคส iPad เนื่องจากว่าถ้าหาก iPad มิได้มีการสวมเคสไว้เลย เวลาใช้ประโยชน์ในแต่ละสถานที่ก็เน้นเอาไปเป็นเครื่องเปล่าๆเลย ย่อมมีโอกาสสูงที่คุณจะเผลอทำ iPad ตกพื้น จนถึงเกิดร่องรอยบนเครื่อง ถ้าหากน้อยหย่อย ก็มีแค่บาดแผลนิดๆหน่อยๆแต่ว่าหากตกแรงๆก็มีสิทธิทำให้จอของ iPad แตกได้เลย ยิ่งถ้าตกแรงๆอาจก่อให้กำเนิดรอยแตกที่จะเดินเครื่องไปตลอด ซึ่งรอยแตกบนหน้าจอ iPad ขอบอกเลยว่าเป็นรอยที่ใหญ่รวมทั้งน่ากลัวมาก แม้คุณใช้มันแม้ว่าหน้าจอยังแตกอยู่ รอยแตกนั้นอาจจะบาดนิ้วคุณ จนกระทั่งกำเนิดแผล ได้เลือดแบบที่คุณก็ไม่ได้นึกฝันเลยก็เป็นไปได้ รอยแตกบน iPad มิได้ส่งผลเพียงแค่กับการใช้งานเพียงแค่นั้น แต่ยังมีผลไปถึงในระหว่างที่คุณต้องการจะขายทอดตลาด ราคาของ iPad บางครั้งก็อาจจะตกลงจำพวกที่ว่าคุณเองยังตกใจ โดยเหตุนั้นการสวมเคสให้ iPad ก็เลยเกิดเรื่องที่สำคัญมาก

ในปัจจุบัน เคส iPad ถูกผลิตขึ้นแล้วก็นำมาวางจำหน่ายบนตลาดในหลายรูปแบบ อีกทั้งเคสพลาสติกแบบแข็งไปจนถึงเคสนุ่มๆเป็นซิลิโคนก็มี เมื่อเคสมีอยู่นานาประการแบบดังนี้ คุณอาจจะสงสัยอยู่ว่า ถ้าหากว่าเป็นเช่นนั้นพวกเราควรเลือกเคสแบบไหนดีถึงจะใช้งานได้อย่างดีเยี่ยม ไม่มีปัญหาประเด็นการแตกพังตามมา วันนี้เรามีคำตอบมาฝาก
1. ควรที่จะเลือกเคสที่มีฝาสำหรับปิดหน้าจอด้วย บางคนมีความคิดว่าเคสแบบมีฝาปิดนั้นทำให้ ipad มองไม่สวย ดูโบราณ ตอนที่เคสแบบไม่มีฝา จะก่อให้ iPad มองทันสมัยยิ่งกว่า ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมีความนึกคิดอย่างงี้ ขอบอกเลยว่าให้รีบเปลี่ยนแปลงทัศนคติโดยด่วน เพราะว่าเคสแบบมีฝาปิดนี่แหละ ที่จะช่วยคุ้มครองป้องกันอันตรายให้กับ iPad ของคุณได้รอบด้าน ไม่ว่าคุณจะเผลอทำเครื่องใช้ไม้สอยตก หรือกระแทกในท่าไหน ก็มั่นอกมั่นใจได้ว่าจะไม่มีวันกำเนิดรอยบน iPad แสนรักของคุณได้แน่ๆ เทียบกับเคส iPadแบบไม่มีฝาปิด ถึงจะมีผลให้เครื่องใช้ไม้สอยมองสวย ทันสมัยก็จริงอยู่ แต่ก็จะต้องแลกเปลี่ยนกับการที่จะทำให้หน้าจอ iPad ของคุณ เปลี่ยนเป็นส่วนที่เปราะบางเยอะที่สุด หากคุณเผลอทำ iPad ตกแบบคว่ำหน้าลง เคสอย่างงี้จะไม่สามารถคุ้มครองป้องกันสิ่งใดให้ท่านได้เลย โดยเหตุนั้น ถ้าหากต้องการซื้อเคสไอแพด ขอชี้แนะว่าให้ซื้อรุ่นที่มีฝาปิดด้วยจะดียิ่งกว่า รับรองว่าปลอดภัย 100% แน่ๆ

2. ควรที่จะทำการเลือกเคสที่มีความครึ้มพอควร ที่เยี่ยมที่สุดเป็นหน้าราว 2-4 มิลลิเมตร ด้วยความครึ้มเท่านี้จะช่วยทำให้คุณสามารถคุ้มครองการกระแทก รวมทั้งรอยขูดขีดบน iPad ได้ดีที่สุด หากไม่เป็นการนำของแหลมกรีดลงไปบนอุปกรณ์แบบตั้งใจ ก็เป็นไปไม่ได้ที่ความทรุดโทรมจะทะลุลงไปถึง iPad ได้ เลี่ยงพวกเคสซิลิโคนบางๆเนื่องจากเคสอย่างนี้จะไม่อาจจะคุ้มครองอันตรายให้กับ iPad ได้มากพอ มีดีเพียงแค่สัมผัสแล้วมีความรู้สึกว่านุ่มมือ ดูล้ำยุคเท่านั้นเอง ถ้าหากคุณเลือกเคสที่มีความหนามากพอเพียง ก็มั่นอกมั่นใจได้เลยว่า iPad ของคุณจะได้รับการปกป้องเต็มที่อย่างแน่นอน

3. อย่าซื้อipad case รุ่นที่ทุกด้านปิดทึบไปเสียหมด ไม่มีช่องหรือรูอะไรให้อากาศผ่านได้เลย เนื่องจากการใช้แรงงาน iPad แต่ละครั้ง จะกำเนิดความร้อนขึ้นในตัวอุปกรณ์ หากเคสของคุณเป็นพลาสติกแข็งที่ปิดทึบหมดทุกด้าน เว้นรูไว้แค่ตรงลำโพงแล้วก็ช่องแทงต่างๆแค่นั้น ความร้อนก็จะสะสมอยู่ใน iPad จนถึงคุณรู้สึกได้เลยว่าเครื่องไม้เครื่องมือของคุณร้อนเหมือนกับไฟ เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบให้กับ iPad หลายประการ ตัวอย่างเช่น ทำให้แบตเตอรี่ใน iPad เสื่อมอายุการใช้งาน ทำให้เครื่องไม้เครื่องมือบางสิ่งบน iPad ได้รับความเสียหาย ฯลฯ ดังนั้นสำหรับการเลือกซื้อเคส คุณควรเลือกเคสที่มีช่องสำหรับระบายอากาศสักหน่อย จะได้เป็นการถนอม iPad ยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานยิ่งขึ้นไปอีก

4. ไม่สมควรซื้อเคส iPad ที่หนาเหลือเกิน เคส iPad อย่างครึ้ม ฟังดูแล้วเสมือนจะใช้ดี ปกป้องอันตรายให้ iPad ได้ แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นตัวการที่สร้างอุปสรรคให้กับการใช้งาน iPad ของคุณได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการทำให้น้ำหนัก iPad เพิ่มขึ้นจนพกพาไปไหนมาไหนลำบาก หรือเพิ่มความลำบากสำหรับเพื่อการต่อเครื่องมือเสริมต่างๆอย่างเช่น หูฟัง สายชาร์จ ทำให้หัวต่อของเครื่องมือกลุ่มนี้ถูกต่อเข้าไปได้ไม่เต็มกำลังเนื่องจากว่าติดเคส สุดดท้ายก็ไม่สามารถที่จะใช้งานได้เลย จำต้องถอดเคสแล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยต่อกันอย่างเดียว เคสที่มีความดกพอเหมาะพอควร ดังที่กล่าวไปแล้วว่าควรจะอยู่ที่ 2-4 มม. ขอให้เลือกตามขนาดนี้ดีมากกว่า

การเลือกเคส ipad มองดูผิวเผินบางทีอาจจะมีความคิดเห็นว่าไม่มีความจำเป็น แต่ว่าความจริง ขั้นตอนนี้นับว่าเป็นขั้นตอนที่จำต้องให้ความเอาใจใส่เยอะพอสมควร ด้วยเหตุว่าถือเป็นตัวชี้วัดได้เลยว่า iPad แสนรักของคุณจะยังคงอยู่ไปได้โดยสวัสดิภาพเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน หรือจะมีรอยถลอกปอกเปิกไปซะก่อน ขอให้ผู้ใช้ iPad ทุกคนต้องอย่าไม่เอาใจใส่

ที่มา บทความเคส ipad:  https://www.dotlife.store/

4
สำหรับไทยแลนด์ยุค 4.0 ที่เป็นยุคที่ระบบไร้สายมีการปรับปรุงขึ้นอย่างในทุกวันนี้ เครื่องใช้ไม้สอยอิเล็กทรอนิกส์หลายแบบต่างก็พาเหรดกันแปลงเป็นของไร้สายกันแบบถ้วนหน้า ตั้งแต่สายชาร์จ ลำโพง หรือแม้กระทั้งหูฟัง โดยยิ่งไปกว่านั้นหูฟังไร้สาย ที่เดี๋ยวนี้ได้ถูกทำขึ้นแล้วเอามาวางขายบนท้องตลาดกันมากหลายยี่ห้อ ทำตลาดตีตื้นขึ้นมาแข่งขันกับหูฟังมีสาย และก็ดึงเอาผู้ใช้บางบุคคลให้เปลี่ยนจากหูฟังเดิมๆไปใช้หูฟังรุ่นนี้กันมากมาย

แต่เชื่อว่า สำหรับผู้ใช้บางคนที่คุ้นชินกับหูฟังแบบมีสายมาก่อน บางทีอาจจะสงสัยอยู่ว่า ถ้าหากว่าเราทดลองแปลงมาใช้หูฟังแบบไร้สายดู จะใช้งานเจริญอย่างกับของเดิมที่เคยใช้อยู่หรือเปล่า บางบุคคลไปค้นข้อมูลตามกระดานข่าวต่างๆก็ได้เจอกับหัวข้อจำนวนมากที่บอกว่า หูฟังไร้สายเสียงไม่ดีพอๆกับแบบมีสาย เนื่องจากจำต้องแปลงสัญญาณให้เป็น Bluetooth ก่อนจะส่งไปที่ตัวหูฟังที่คุณสวมอยู่ ซึ่งสัญญาณ Bluetooth บางครั้งก็มีคุณภาพดี แต่บางครั้งคุณภาพก็ไม่ค่อยดีมากแค่ไหน เวลาฟังเพลง จึงจำต้องเจอกับปัญหาเสียงขาดๆหายๆอยู่เสมอๆจนกระทั่งเสียอารมณ์การฟังเพลงไปหมด หากคุณเป็นคนๆหนึ่งที่กำลังมองหาหูฟังไร้สายอยู่ แล้วมาเจอกับกระทู้กลุ่มนี้ บางทีอาจใจฝ่อ แล้วก็เลิกล้มความนึกคิดที่จะซื้อหูฟังไร้สายมาใช้ไปในทันที ขอบอกว่าอย่าพึ่งรีบใจแป้ว เนื่องจากว่าวันนี้พวกเราจะมาดูกันว่า หูฟังไร้สาย ให้คุณภาพเสียงที่ไม่ค่อยดีเมื่อเทียบกับหูฟังแบบมีสาย ใช่หรือเปล่า

ดังที่ได้บอกไปแล้วในข้างต้นว่า หูฟังไร้สาย จะใช้วิธีแปลงสัญญาณเสียงให้เป็น Bluetooth ก่อนจะส่งมาที่ตัวหูฟัง และหลังจากนั้นก็ค่อยแปลงกลับมาเป็นสัญญาณเสียงใหม่ ในสมัยก่อนที่ระบบ Bluetooth ยังไม่ทันสมัยสักมากแค่ไหน ก็ต้องเห็นด้วยว่าสัญญาณเสียงมีปัญหาจริงๆครั้งคราวมีซ่าบ้าง มีหายไปบ้าง แต่ว่าในขณะนี้ที่ระบบ Bluetooth ได้ปรับปรุงไปๆมาๆกแล้ว ก็ทำให้การรับส่งสัญญาณเสียงในหูฟังไร้สายทำเป็นดีเลิศยิ่งขึ้น ไม่มีปัญหาเรื่องเสียงหายอีกต่อไปแล้ว ถ้าเกิดคุณกำลังเล็งหูฟังไร้สายสักรุ่นหนึ่งอยู่ ขอให้หมดกังวลเรื่องการรับส่งสัญญาณเสียงผ่าน Bluetooth ได้เลย รับประกันว่าหากคุณทดลองต่อหูฟังไร้สายเข้ากับเครื่องไม้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์อย่างโทรศัพท์มือ Smartphone, iPod หรือ Tablet คุณจะสามารถฟังเพลงได้อย่างสบาย ฟินไปกับเสียงร้องที่ไพเราะ ดนตรีที่อัดแน่นกระทั่งถึงเสียงเบสได้แน่ๆ

นอกเหนือจากสัญญาณ Bluetooth ของหูฟังที่ได้รับการพัฒนาแล้ว ในหูฟังไร้สาย ยังได้รับการพัฒนาลำโพงกระทั่งสามารถแสดงประสิทธิภาพเสียงได้จนถึงระบบ HD แสดงเสียงเบส เสียงเมโลดี้ แล้วก็เนื้อหาเสียงร้องต่างๆได้อย่างครบถ้วนแล้วก็นุ่มนวล เหมาะอย่างยิ่งในการใช้ฟังเพลงโปรดของคุณ ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้ประโยชน์สำหรับในการฟังเสียงอื่นๆได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่ผ่านการอัดมา หรือเสียงพูดผ่านโทรศัพท์ ก็มีความแจ่มชัด สัมผัสเนื้อหาเสียงได้ครบ แม้จะมีเสียงรบกวนที่มาจากสภาพแวดล้อมด้านนอกก็ตาม

จากรายละเอียดที่กล่าวมาทั้งสิ้น จึงสามารถสรุปได้ว่า หูฟังไร้สายเป็นหูฟังที่ประสิทธิภาพเสียงดียอดไม่แตกต่างจากหูฟังมีสายที่วางจำหน่ายกันทั่วๆไปเลย แถมยังเป็นหูฟังที่ให้ความสะดวกสำหรับการใช้งานได้มากกว่า เนื่องด้วยไม่มีสายมาเกะกะให้รำคาญ สามารถใช้ได้ในทุกสถานที่ ทุกโอกาส จะเป็นตอนที่กำลังขับรถอยู่ ตอนกำลังไต่เขา เดินป่า หรืเยี่ยมชมสถานที่เที่ยวต่างๆที่ไม่สามารถยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาพูดได้ตอนนั้นก็ไม่ใช่ปัญหา เพียงแค่คุณกระทำการเชื่อมต่อหูฟังไร้สาย แล้วกดรับโทรศัพท์ ก็สามารถพูดโทรศัพท์ได้เลย เรียกว่าเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ชีวิตง่ายมากยิ่งขึ้นได้มากจริงๆ

แม้กระนั้น สำหรับการเลือกซื้อหูฟังไร้สายมาใช้สักตัวหนึ่งนั้น คุณจะต้องมีแนวทางเลือกสักหน่อย เพื่อสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาใช้งานได้อย่างแท้จริง โดยการทำได้ดังนี้
1. อย่าเลือกหูฟังที่มีราคาถูกเกินไปมาใช้งาน เหตุเพราะหูฟังชนิดนี้มักถูกสร้างขึ้นจากสิ่งของที่มิได้ประสิทธิภาพสักมากแค่ไหน ถูกลดเกรดไปเรื่อยเมื่อประยุกต์ใช้งานจริงจะใช้ได้ไม่ดี มีปัญหาแสดงเสียงไม่ละเอียดบ้าง เสียงแหลมเกินไปบ้าง หรือครั้งคราวสัญญาณ Bluetooth ก็ขาดๆหายๆรวมทั้งเมื่อใช้งานไปได้สักระยะ หูฟังไร้สายดังที่กล่าวถึงมาแล้วก็จะกลับไปอยู่ที่บ้านเก่าไปในเวลาอันเร็วทันใจ ขณะที่หูฟังไร้สายแบบมีราคาขึ้นมาสักนิด จะเป็นหูฟังที่ใช้งานเจริญ ประกอบขึ้นจากวัสดุที่มีคุณภาพ แล้วก็มีอายุการใช้แรงงานที่ยาวนานมากกว่า ถ้าคุณยินยอมที่จะซื้อหูฟังราคาสูงๆก็ขอเสนอแนะให้ซื้อรุ่นที่แพงสูงมากขึ้นมาสักนิดมาใช้งานจะดีมากยิ่งกว่า
2. ลองเช็คหูฟังที่กำลังเลือกดูกรว่ามีคุณภาพการประกอบเป็นอย่างไร แล้วก็ควรทดสอบหูฟังด้วยการต่อกับโทรศัพท์ของคุณ แล้วลองฟังเพลงจากในเครื่องของคุณดูด้วย หากว่าหูฟังนั้นให้คุณภาพเสียงที่ค่อนข้างดีพอควร ก็สามารถนับว่าเป็นหูฟังที่มีคุณภาพดี สามารถซื้อไปใช้งานได้เลย แม้กระนั้นถ้าหากทดสอบดูแล้วะพบว่าไม่ค่อยดีสักเยอะแค่ไหน ก็ให้เปลี่ยนแปลงรุ่นไปเลย เพื่อให้ได้สินค้าที่ตรงตามความปรารถนาอย่างแท้จริง ไมมีปัญหาใดตามมาวันหลังจนกระทั่งเชื้อเชิญให้เสียอารมณ์เปล่าๆ

Source: บทความหูฟังไร้สาย: https://www.dotlife.store

5
การออกจากบ้านที่แสนอบอุ่น ไปอยู่ด้วยตัวคนเดียวข้างในหอ แน่ๆที่สุดว่าเราจำเป็นที่จะต้องย้ายเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดไปด้วย ทั้งพัดลม โทรทัศน์ รวมทั้งตู้แช่เย็น โดยเฉพาะตู้เย็น ถือเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จำเป็นต้องที่สุดสำหรับหอ เพราะเหตุว่าหากพวกเราไม่มีตู้แช่เย็นไปไว้ใช้เลย ก็จะไม่สามารถรักษาอาหารอะไรไว้ได้เลย ยิ่งในหอที่เราจะไม่สามารถอุ่นอาหาร ทำอาหารได้สบายราวกับตอนอยู่บ้าน ถ้าไม่มีตู้แช่เย็นไปไว้ช่วยถนอมอาหาร ท้ายที่สุดพวกเราก็ต้องคอยซื้อของกินมารับประทานใหม่กันทุกมื้อ ซึ่งเกิดเรื่องที่สิ้นเปลืองมากมาย

เนื่องมาจากในหอมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด ตู้เย็นที่เราจะขนถ่ายไปใช้ได้ก็เลยมีตัวเลือกไม่มากสักเท่าไรนัก หลักๆก็จะมีแค่ตู้เย็น 1 ประตู กับตู้เย็น 2 ประตูเพียงแค่นั้น เพราะเหตุว่าน่าจะไม่มีใครขนตู้แช่เย็นแบบ side by side หรือตู้แช่ไวน์ไปไว้ใช้ในหอพักแน่ๆ สำหรับคุณที่กำลังมองหาตู้แช่เย็นสักใบไปไว้ใช้ในหอพักอยู่ บางครั้งอาจจะกำลังคิดอยู่ว่าจะใช้ตู้เย็น 1 ประตู หรือ 2 ประตูดี ในเนื้อหานี้พวกเราจะมาหาคำตอบกัน

ก่อนอื่น การเข้าพักในหอพัก ต้นสายปลายเหตุหนึ่งที่คุณจะต้องตรึกตรองและจำใส่ใจเสมอ ก็คือต้นเหตุเรื่องค่าไฟฟ้า อย่าคิดไปนะว่าค่าไฟฟ้าในหอพักจะมีมูลค่าเท่ากับค่าไฟอย่างที่พวกเราใช้กันในบ้านตามเดิม เทียบกล้วยๆถ้าหากค่าไฟที่คุณใช้ในบ้านอยู่ทุกวี่ทุกวันอยู่ที่หน่วยละ 3 บาท ค่าไฟในหอ จะมีมูลค่าสูงขึ้นไปอยู่ที่หน่วยละ 7 บาท ดังนี้เป็นต้น หากว่าคุณนำอุปกรณ์ไฟฟ้าที่รับประทานไฟเป็นจำนวนมากไปใช้ในหอพัก ค่าไฟได้โอฬารแน่นอนเมื่อกลับมาพิจารณาที่ตู้เย็น โดยทั่วไป ตู้เย็น1ประตู มักมีอัตราการกินไฟต่ำกว่าตู้แช่เย็นแบบ 2 ประตูอย่างชัดเจน เพราะมีขนาดไม่ใหญ่มาก จึงใช้พลังงานน้อย ด้วยเหตุนั้นหากพิจารณาแค่เหตุเรื่องค่าไฟ จะเห็นได้ว่าตู้เย็น 1 ประตู บินกับการลำเลียงไปใช้ในหอมากยิ่งกว่าตู้เย็นแบบ 2 ประตู ที่รับประทานไฟมากยิ่งกว่าจริงๆ

เมื่ออ่านมาถึงนี้ คุณอาจจะสงสัยว่า มีเพียงแค่เรื่องค่าไฟฟ้าแค่นั้นหรือที่ทำให้ตู้เย็น 1 ประตู เหมาะสมกับหอพัก หากว่าตัวคุณเองมีเงินมากพอที่จะจ่ายค่าไฟฟ้า มาใช้ตู้แช่เย็น 2 ประตู ก็อาจจะไม่มีปัญหาใช่ไหม ถ้าคุณเป็นคนนึงที่กำลังคิดแบบนี้อยู่ ขอบอกว่าอย่าเพิ่งจะรีบตัดสินใจ เพราะเหตุว่ายังมีอีกหลายเหตุผล ที่บ่งบอกว่าตู้เย็นแบบ 1 ประตู เหมาะสมกับหอพักมากกว่าจริงๆส่วนจะมีอะไรบ้าง พวกเราจะนำมาให้คุณได้ดูกัน ดังนี้
1. ตู้เย็นหนึ่งประตู มีขนาดของตู้เล็กกว่าตู้แช่เย็นแบบ 2 ประตูออกจะมาก แถมยังมีความสูงน้อยกว่าด้วย คุณสามารถเคลื่อนย้านไปใช้ได้ในทุกหอ ไม่ว่าหอพักของคุณจะมีห้องขนาดแคบเล็ก หรือมีประตูที่เตี้ยสักเท่าใดก็ตาม ก็หมดห่วงไปได้เลยว่าจะนำตู้เย็นไปตั้งได้หรือไม่ แล้วก็เนื่องจากว่ามีขนาดค่อนข้างเล็ก ทำให้ไม่รับประทานพื้นที่ใช้สอยในหอของคุณมากสักเท่าไรนัก คุณจะยังเหลือพื้นที่ในห้องของคุณไว้ใช้ตั้งวางของ หรือจัดเป็นมุมงามๆสำหรับนั่งดำเนินการได้อีกมาก
2. ตู้เย็น 1 ประตู เป็นตู้ที่ไม่มีฟังก์ชั่นนำสมัยอะไรมากมายก่ายกอง มีเพียงชั้นวางสำหรับแช่ของ ช่องฟรีซ ช่องใส่ขวดน้ำแค่นั้น คุณจึงไม่จำเป็นที่จะต้องคอยทะนุบำรุงตู้มากมายเลย หน้าที่ของคุณมีแค่นำอาหาร หรือเครื่องดื่มที่บางทีก็อาจจะบูด เสีย ใส่ตู้แช่เย็นไว้ให้ไม่เป็นอันตราย กับคอยละลายน้ำแข็ง และหมั่นทำความสะอาดตู้ไม่ให้มีคราบสกปรก และก็ขยะเข้าไปสะสมเพียงแค่นั้นก็พอแล้ว ไม่ต้องคอยไล่น้ำ กำจัดตะกอน ราวกับตู้แช่เย็นที่ฟังก์ชั่นจัดเต็ม ยิ่งกว่านั้น การที่มีฟังก์ชั่นน้อย ทำให้ใช้ไฟฟ้าในการหล่อเลี้ยงน้อยกว่า แล้วก็ทำให้เกิดเรื่องต้นสายปลายเหตุค่าไฟฟ้าดังที่กล่าวไว้ข้างต้นด้วยว่า ตู้เย็น 1 ประตู กินไฟน้อยกว่าตู้เย็น 2 ประตูจริงๆ
3. ตู้เย็น 1 ประตู มีน้ำหนักค่อยกว่าตู้เย็นแบบ 2 ประตูมาก ใช้คนเพียง 2 คน ก็สามารถเปลี่ยนที่ได้ และไม่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดความลำบากยามที่ต้องขนขึ้นหอพักที่อยู่ชั้นสูงๆหรือหอที่ไม่มีลิฟท์ ต้องขึ้นบันไดสถานเดียว

เห็นไหมว่า ตู้เย็น 1 ประตู เหมาะสมกับหอพักมากจริงๆผู้ใดที่กำลังมีความรู้สึกว่าจะย้ายไปอยู่หอพักในเร็วๆนี้ เราขอชี้แนะให้ใช้ตู้เย็น 1 ประตูเลย ดีกว่าแน่ๆ
ส่วนการรักษาตู้เย็น 1 ประตู ให้มีความสะอาด พร้อมใช้งาน และมีความคงทนอยู่เป็นประจำ ใช้งานในหอได้นาน สามารถทำได้ดังต่อไปนี้
1. เมื่อตู้เย็นเริ่มว่างลง ไม่ค่อยมีอาหารมาใส่แล้ว ควรจะใช้ช่องทางนั้นกระทำเช็ดถูทำความสะอาดตู้แช่เย็นซะ เก็บกวาดเศษอาหาร ของกินเก่า และก็ขยะต่างๆที่หมักอยู่ในตู้แช่เย็นออกไปทิ้งให้หมด หลังจากนั้นขัดทำความสะอาดบริเวณที่มีคราบด้วยผ้าสะอาดชุบน้ำดื่ม อย่าปลดปล่อยจนกว่าตู้แช่เย็นมีกลิ่น หรือมีเชื้อราดำขึ้น ด้วยเหตุว่าจะส่งผลต่อของกินที่จะนำไปแช่คราวถัดไป
2. แม้พบว่าน้ำแข็งในช่องฟรีซเริ่มเกาะดกขึ้น ควรจะกดปุ่มละลายน้ำแข็ง หรืออีกวิธีหนึ่งเป็นทำ OFF ตู้เย็น ดึงปลั๊กไฟออก แล้วเปิดประตูตู้แช่เย็นอ้าไว้ เพื่อให้น้ำแข็งละลายจนหมด ระหว่างนี้คุณจำเป็นต้องหมั่นดึงถาดรับน้ำของตู้แช่เย็นออก นำน้ำไปเททิ้ง แล้วใส่ถาดกลับเข้าไปใหม่อยู่เป็นประจำ จนถึงเมื่อน้ำแข็งละลายหมดแล้ว ค่อยทำความสะอาดให้เป็นระเบียบเรียบร้อยถัดไป เสนอแนะให้ทำช่วงที่ไม่มีของกินแช่อยู่ในตู้เย็น หรือเหลือแค่ของกินที่เก็บได้นานแล้ว

ขอบคุณสำหรับที่มา บทความตู้เย็น 1 ประตู: Index

6
ในปัจจุบันที่ผู้คนอยากได้ความสะดวกสบายในการดำรงชีวิต อุปกรณ์ไฟฟ้า ถือเป็นของใช้ที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนเรามากเหลือเกิน
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการวางจำหน่ายอยู่ตามห้างร้าน และก็แหล่งผลิตภัณฑ์ต่างๆนั้น ปัจจุบันนี้มีอยู่นานัปการยี่ห้อ ตั้งแต่ยี่ห้อดังๆเป็นที่รู้จักของผู้ใช้โดยปกติ ไปจนถึงยี่ห้อแปลกๆที่ไม่ค่อยชินหูมากสักเท่าไรนัก ซึ่งราคาของเครื่องใช้ไฟฟ้าก็จะผันแปรตามแบรนด์ของมันด้วย โดยปกติ อุปกรณ์ไฟฟ้าแบรนด์ดังๆมักมีราคาออกจะสูง เวลาที่เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์แบรนด์แปลกๆราคามักจะถูก อาจจะถูกกว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าแบรนด์ดังถึงกึ่งหนึ่งอย่างยิ่งจริงๆ ด้วยประการฉะนี้ ใครหลายคนก็เลยหันไปซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาถูกมาไว้ใช้ในบ้าน แทนที่จะจะต้องเสียเงินเสียทองมากมายเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์ราคาแพง แม้กระนั้น จำเป็นต้องขอบอกเลยว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เป็นสิ่งของที่ประสิทธิภาพเปลี่ยนแปลงตามราคา มีหลายท่านที่ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ราคาไม่แพงไปใช้งาน ก่อนจะพบว่าเป็ฯผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้คุณภาพ ใช้งานไปได้ไม่นานมากแค่ไหนก็พัง เปิดไม่ติดแล้ว ร้ายยิ่งกว่านั้น บางบุคคลต้องเจอกับอันตรายจากเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์คุณภาพไม่ดีนั้นอีก ส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าจากแบรนด์ดังที่มีราคาแพง หลายๆคนซื้อไปแล้วหลังจากนั้นก็พบว่าใช้งานได้ดี ไม่มีปัญหาตามมา ดังนี้ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีราคาแพง ก็ไม่ใช่ว่าจะมีคุณภาพดีไปเสียทั้งหมดทั้งปวง ในเวลาเดียวกัน เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ราคาไม่แพงก็ไม่ใช่ว่าจะด้อยคุณภาพไปเสียทั้งหมดทั้งปวงด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นในเนื้อหานี้ พวกเราจะมาดูกันว่า แม้อยากได้เลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพมาใช้งาน ต้องดูที่อะไรบ้าง
1. ประสิทธิภาพของอุปกรณ์ที่เห็นได้จากข้างนอก ส่วนนี้เราสามารถตรวจเช็คได้โดยทันที กรรมวิธีเป็นลองดูสภาพข้างนอกของเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นนั้นดูก่อนว่าใช้อุปกรณ์อะไรมาประกอบ แม้อุปกรณ์ที่ใช้ภายนอกเป็นสแตนเลส โลหะ หรือพลาสติกคุณภาพดี พวกเราก็สามารถเก็บเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นนั้นไว้เป็นตัวเลือกได้ แต่ว่าหากเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นใดที่ใช้อุปกรณ์ประกอบภายนอกไม่ค่อยดีเท่าไร ดังเช่นว่า พลาสติกคุณภาพไม่ดี โลหะบางๆพวกเราก็บางครั้งอาจจะอนุมานได้ว่าองค์ประกอบภายในบางทีอาจจะไม่ดี สามารถตัดเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นนั้นออกจากตัวเลือกได้ สำหรับข้อนี้ หลายๆคนอาจจะเห็นว่าดูแค่สิ่งของจากข้างนอกได้จริงหรือ เป็นไปไม่ได้เลยหรือที่เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่อุปกรณ์ภายนอกมีคุณภาพต่ำ แต่องค์ประกอบด้านในอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีประสิทธิภาพก็ได้ ขอตอบเลยว่า จากข้อมูลของผู้ใช้ตามกระดานข่าวสารต่างๆพบว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้วัสดุคุณภาพไม่ดีประกอบข้างนอก ชอบเสียเมื่อใช้ไปได้ไม่นาน ดังนั้นขอให้คิดไว้ก่อนเลยว่า ขนาดอุปกรณ์ประกอบด้านนอกยังไม่ดี แล้วองค์ประกอบภายในจะดีได้ยังไง ขอให้หลีกเลี่ยงเสีย
2. สายไฟที่ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆควรจะเป็นสายไฟที่มีขนาดเหมาะสมกับกระแสไฟที่เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์นั้นอยากได้ ยิ่งหากเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ชนิดทำความร้อน อย่างเช่น หม้อหุงข้าว กระติกใส่น้ำร้อน เตาย่าง ควรที่จะเลือกรุ่นที่มีสายไฟขนาดใหญ่พอ เพราะเหตุว่าหากว่าพวกเรานำอุปกรณ์ไฟฟ้าที่สายไฟไม่ใหญ่พอที่จะรับกระแสได้ เมื่อใช้งานไปได้สักระยะ จะเกิดความร้อนขึ้นที่สายไฟ แล้วก็หากใช้เป็นเวลานานๆจะทำให้สายไฟละลาย หรือเกิดไฟลุกขึ้นได้ ดังนั้นสำหรับเพื่อการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ควรที่จะเลือกรุ่นที่ใช้สายไฟเหมาะสมกับความปรารถนากระแสไฟของเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ประเภทนั้นๆ
3. ราคา ดังที่กล่าวไปในข้างต้นว่า ราคาถือเป็นสาเหตุอย่างหนึ่งที่ชีวัดคุณภาพสินค้าได้เป็นอย่างดี โดยถ้าหากเราอยากซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีคุณภาพ ก็ไม่ควรซื้อผลิตภัณฑ์ที่ราคาแพงถูกเกินไป โดยเฉพาะอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จำเป็นต้องใช้ไฟมาก หรือจำต้องใช้งานตลอดวัน หรือหากว่าเราไม่มีเงินมากพอจะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ราคาสูงได้ ก็อาจเลือกรุ่นที่แพงถูกลงมา แต่จำต้องไม่ถูกเหลือเกิน
4. ข้อคิดเห็นจากผู้ที่เคยใช้ ส่วนนี้จัดว่าสำคัญ ด้วยเหตุว่าประสบการณ์ของคนที่เคยใช้จะเป็นตัวแสดงได้อย่างยอดเยี่ยมว่า เครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อนั้นมีคุณภาพหรือเปล่า โดยควรเลือกซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีเสียงตอบรับจากผู้ใช้โดยมากว่าใช้ดี คงทน ไม่มีปัญหา ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าจากยี่ห้อที่ได้รับเสียงตอบรับว่าห่วยแตก ใช้งานไม่ดี เสียง่าย ก็ควรหลบหลีกไม่ซื้อมาใช้งาน สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ค่อยมีผู้ใดกันเอ๋ยถึงสักมากแค่ไหน ก็เป็นสินค้าที่ควรหลบหลีกไม่ซื้อมาใช้งานด้วยเหมือนกัน เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์นั้นอาจมีคุณภาพี่ไม่ดี จึงไม่ค่อยถูกซื้อไปใช้งานมากสักเท่าไรนัก
5. อย่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์จากแรงเชียร์ของพนักงานขาย หลายท่านที่ได้หาข้อมูลไว้แล้ว แล้วก็ตกลงปลงใจแล้วว่าจะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าจากแบรนด์หนึ่งที่ตนคิดไว้ มักจะพลาดตอนมาซื้อที่ห้างจริงๆเพราะว่าพนักงานที่ทำหน้าที่ขายจะเชียร์ยี่ห้อที่ตนขายอยู่ตลอดระยะเวลา บางโอกาสก็บอกว่าผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ที่เราเล็งไว้อยู่นั้นไม่ดี อย่าไปซื้อ ลงท้ายก็จบที่พวกเราเผลอซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่บุคลากรเชียร์ขาย ก่อนจะจำเป็นต้องมาพบว่าสิ่งที่ตนซื้อมานั้นไม่มีคุณภาพ ฉะนั้น เมื่อไปซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ตามห้าง ขอให้ใจแข็งเข้าไว้ อย่าเผลอหลงคารมพนักงานอย่างเด็ดขาด

การจะเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ได้ของที่มีคุณภาพมานั้น สำคัญๆก็ต้องดูที่ 5 ข้อดังกล่าวข้างต้นมานี้ รับรองว่าท่านจะสามารถซื้อสินค้าที่มีคุณภาพมาได้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ว่าสำหรับแม่บ้านบางบุคคล อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีความวิตกกังวลอยู่ว่าตนดูอะไรไม่เป็นสักอย่าง แม้แต่อุปกรณ์ข้างนอกก็ยังไม่สามารถที่จะแยกได้ หากเป็นแบบนี้ ก็ขอให้ท่านเลือกซื้อเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ยี่ห้อดีๆราคาพอเหมาะพอควรเป็นหลัก แล้วท่านจะได้สินค้าที่มีความคงทน ตรงตามความปรารถนาเลย

ที่มา บทความเครื่องใช้ไฟฟ้า: Index Living Mall

7
พัดลม เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งที่อยูคู่กับสังคมไทยมาเป็นเวลานาน แฃะเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ทุกบ้านควรมีเพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ถ้าเกิดไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์อะไรสักอย่างที่พอเพียงจะคลายร้อนได้บ้าง คงเป็นไปไม่ได้พักอาศัยในบ้านได้อย่างสุขแน่

ตอนนี้ พัดลมกลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับการพัฒนาให้ออกมาหลายแบบอย่าง รองรับทุกลักษณะการใช้งาน พัดลมตั้งโต๊ะ พัดลมตั้งพื้นพัดลมติดฝาผนัง พัดลมติดเพดาน พัดลมโคจร และก็ฯลฯ ในบรรดารูปแบบพัดลมกลุ่มนี้ พัดลมตั้งโต๊ะ ดูเหมือนจะเป็นแบบที่ได้รับความนิยมเพื่อการใช้แรงงานมากที่สุด เนื่องด้วยมีขนาดกระชับ น้ำหนักค่อย โยกย้ายง่าย ปรับใช้งานได้นานาประการ จะพัดในที่ต่ำก็ได้ หรือจะเอาไปใช้พัดในที่สูงก็แค่หาโต๊ะหรือเก้าอี้มาต่อแค่นั้นไม่ราวกับพัดลมตั้งพื้นหรือพัดลมโคจร ที่ใช้งานได้ไม่มากมายนัก แถมยังย้ายที่ตรากตรำมากมายอีกด้วยหลายบริษัทเล็งเห็นถึงความปรารถนาของคนเราที่มีต่อพัดลมตั้งโต๊ะ ก็เลยได้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์จำพวกนี้ออกมาวางจำหน่ายบนท้องตลาดกันแบบเนืองแน่น อย่างที่เราจะเห็นว่าในห้าง แล้วก็ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ มีทั้งพัดลม ตั้งโต๊ะแบรนด์เนม และก็พัดลมโนเนมมาให้ได้เลือกกัน แต่ว่าถามคำถามว่าถ้าเราจะต้องไปซื้อพัดลมชนิดนี้มาใช้ในบ้านตัวเอง จะเลือกพัดลมแบรนด์เนมหรือโนเนมดีละ วันนี้พวกเราจะมาหาคำตอบกัน

ประการแรก ขอชักชวนทุกคนไปทำความเข้าใจกับนิยามของพัดลมแบรนด์เนม กับพัดลมโนเนมก่อน พัดมแบรนด์เนม เป็น พัดลมตั้งโต๊ะ ที่มียี่ห้ออันเป็นที่รู้จักทั่วๆไป กล่าวชื่อขึ้นมาขณะใด ไม่มีผู้ใดที่ไม่รู้ ยกตัวอย่างเช่น พัดลม Mitsubishi Toshiba Hitachi Panasonic Hatari อะไรทำนองนี้ ส่วนพัดลมโนเนม คือพัดลมที่ผลิตออกมาแบบไม่มีแบรนด์ติด หรือถึงจะมียี่ห้อ เวลากล่าวชื่อขึ้นมา หลายท่านจะเกิดรีแอคว่า มีพัดลมแบรนด์นี้อยู่บนโลกด้วยหรือ นี่ยังรวมถึงพัดลมที่ผลิตมานาน แต่ว่าคนไม่ค่อยรู้จัก ก็ถือว่าเป็นพัดลมแบบโนเนมด้วย

ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างพัดลม ตั้งโต๊ะแบรนด์เนม กับพัดลมตั้งโต๊ะโนเนม ก็คือ ราคา เป็นที่รู้กันว่าพัดลมตั้งโต๊ะแบบแบรนด์เนมราคาจะสูงมาก บางแบรนด์ราคาพุ่งไปถึงหลักพันในขณะที่เป็นแค่พัดลมตัวเล็กๆส่วนหากเป็นพัดลมโนเนม ราคาจะต่ำมากถึงเยอะที่สุด บางตัวใช้แบงค์ร้อยเพียงแค่ใบเดียวก็ซื้อมาเป็นเจ้าของได้แล้ว คำถามเป็นเพราะอะไรจึงเป็นแบบนั้น แล้วหากเราอยากได้พัดลมมาใช้สักตัวจริงๆไปซื้อพัดลมโนเนมมาใช้ไม่ดีกว่าหรือ พัดได้เช่นเดียวกัน แถมไม่สิ้นเปลืองด้วย ข้อนี้จะขอตอบเลยว่า ที่พัดลมแบรนด์เนมกับพัดลมโนเนมต่างกันเนื่องด้วยมีปัจจัย 2 อย่าง ดังต่อไปนี้
1. อุปกรณ์ที่ใช้ โดยทั่วไปพัดลมแบรนด์เนมชอบใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพกว่า ผลิตขึ้นจากบริษัทแม่ที่มีการควบคุมประสิทธิภาพอยู่เสมอ มีการทดลองคุณภาพส่วนประกอบแต่ละชิ้น ด้วยความที่เป็นชิ้นส่วนผลิตเอง ทำให้มีต้นทุนสูง แม้กระนั้นในเวลาเดียวกันส่วนประกอบก็จะมีความทนทาน ใช้งานได้ดีมากยิ่งกว่าด้วย มีรอบการหมุนดี ให้ลมแรง ในตอนที่พัดลมโนเนม มักจะใช้อุปกรณ์ที่ว่าจ้างผลิตมาจากโรงงานที่มีกำลังในการผลิตสูง เมื่อกำลังในการผลิตสูง ก็พอๆกับว่าจำเป็นต้องรีบเร่งผลิต ไม่มีเวลามาสำรวจประสิทธิภาพ ผลิตเสร็จก็ส่งออกในราคาไม่แพง แล้วบริษัทผู้ผลิตก็จะเอามาประกอบเองต่อ พร้อมตีตราแบรนด์ตนเอง บางแบรนด์ยิ่งหนัก คือให้บริษัทที่มีกำลังการผลิตประกอบให้ตนเองด้วยเลย และก็รับมาแค่ตีตราแค่นั้น เมื่อเป็นแบบนี้ ก็เลยทำให้พัดลมโนเนมมีต้นทุนการสร้างถูกมาก ราคาขายก็เลยต่ำตามไปด้วย แต่ว่าถึงจะราคาไม่แพง มันก็แลกมาด้วยภาวะชิ้นส่วนที่ไม่มีคุณภาพสักเท่าไหร่ ใช้ได้ไม่คงทน หมุนแล้วไม่ค่อยมีลมออกมา และถ้าหากใช้ผ่านไปเพียงแค่ 4-5 เดือนก็เริ่มมีปัญหาแล้ว อย่างหมุนช้าลง หรือบางคราวก็ไม่หมุนเลย
2. คุณภาพการประกอบ พัดลมแบรนด์เนมโดยมากจะมีคุณภาพการประกอบที่ดี มีโครงแข็งแรง ยึดส่วนประกอบต่างๆดี เนื่องจากผลิตเอง แล้วก็มีการควบคุมประสิทธิภาพการประกอบอยู่เป็นประจำ ทำให้ใช้งานได้นาน ไม่ค่อยพบปัญหาตามมา ตอนที่พัดลมตั้งโต๊ะโนเนมราคาถูกๆมักไม่ค่อยให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการประกอบ บางเครื่องนี่เห็นได้ชัดเลยว่าส่วนประกอบบางชิ้นยึดไม่แน่น พอเอามาใช้ก็กำเนิดปัญหาอย่างสั่น เสียงดัง และจะตายนี้ไปในเวลาไม่ถึงปี พร้อมประสิทธิภาพพลาสติกโครงที่เป็นของคุณภาพไม่ดี ติดไฟง่าย มอเตอร์ไหม้หนไฟก็ลุกในเวลาไม่ถึง 10 นาที กลายเป็นชนวนของอัคคีภัยกันไปอีก จากรายละเอียดที่ว่ามานี้ คุณคนอ่านคงจะเพียงพอจะเลือกกันได้แล้วว่าจะเอาพัดลมตั้งโต๊ะแบบแบรนด์เนม หรือจะเลือกของโนเนมราคาไม่แพงๆไปใช้ที่บ้าน อย่าซื้อแบบดูเพียงแค่ราคาสิ่งเดียว ด้วยเหตุว่าแม้กระทั่งคุณได้พัดลมราคาถูกมาใช้งาน แต่เมื่อใช้ไปแล้วพังทลายจำต้องแปลงใหม่ก็พอๆกับว่าจำต้องเสียเงินเสียทอง 2 ต่อ สู้ซื้อพัดลมที่คุณภาพดี แม้จะราคาสูงหน่อย แต่ว่าไม่ต้องคอยแปลงใหม่ 4-5 ปีก็อยู่ได้สบาย อย่างงี้สิถึงจะเรียกว่าคุ้มของจริง

ที่มา บทความพัดลมตั้งโต๊ะ: Index Living Mall

8
ในช่วงรุ่งแจ้ง หรือบางทีก็อาจจะเช้ามากมายสำหรับใครซักคน การมีนาฬิกาปลุกไว้ช่วยปลุก ก็คงจะเป็นเรื่องที่ต้องชนิดจำเป็นมากกันเลยทีเดียว

คุณคงจะทราบดีอยู่แล้วว่า นาฬิกาปลุกที่วางจำหน่ายอยู่บนท้องตลาดในขณะนี้นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด อย่างเช่น นาฬิกาปลุกแบบดิจิทัลที่แสดงหน้าปัดเป็นตัวเลข แล้วก็นาฬิกาปลุกแบบเข็ม แต่ว่าคุณอาจจะไม่รู้ว่าในความเป็นจริงแล้ว ถ้าเกิดอยากจะเลือกนาฬิกาปลุกแบบใดสักแบบหนึ่ง จำต้องมองที่อะไรบ้าง บางทีเมื่อไปห้าง คุณก็เลือกเฉพาะนาฬิกาเรือนที่ตัวเองชอบใจ พอนำกลับมาใช้ที่บ้านก็พบว่าใช้งานได้ไม่ดี ไม่ตรงตามความอยากได้สักเท่าไร เมื่ออ่านมาถึงนี้ คุณคงจะเกิดความข้องใจขึ้นมาบ้างแล้วว่า ถ้าเช่นนั้นเราควรซื้อนาฬิกาปลุกแบบไหนดี วันนี้เรามีคำตอบมาฝาก

เมื่อก่อนที่จะไปเปรียบกันว่านาฬิกาแบบไหนดีมากยิ่งกว่ากัน พวกเราจำเป็นที่จะต้องรู้เรื่องก่อนว่านาฬิกาแต่ละเรือนนมีลักษณะเป็นอย่างไร เริ่มจากนาฬิกาปลุกแบบดิจิทัลก่อน นาฬิกาปลุกรุ่นนี้มีเอกลักษณ์เป็นการแสดงผลหน้าปัดเป็นตัวเลข กำหนดชั่วโมง นาที แล้วก็วินาทีอย่างพิถีพิถัน ในนาฬิกาปลุกดิจิทัลบางรุ่น ยังมีการบอกจำนวนอุณหภูมิในเวลานั้นอีกด้วย จุดเด่นของนาฬิกาปลุกรุ่นนี้คือบอกเวลาได้ละเอียด คุณสามารถรู้ได้โดยทันทีว่าขณะนี้เป็นเวลาชั่วโมง กี่นาที และกี่วินาทีแล้ว ส่วนจุดอ่อนของนาฬิกาปลุกรุ่นนี้เป็น ด้วยความเป็นนาฬิกาแสดงตัวเลข ทำให้เมื่อถึงเวลาตอนกลางคืนที่ปิดไฟมืดหมดแล้ว คุณจะไม่อาจจะเห็นเลขเวลาได้ ผู้ผลิตหลายรายได้มองเห็นถึงข้อผิดพลาดส่วนนี้ จึงได้เพิ่มฟังก์ชั่นสำหรับเปิดไฟสะท้อนแสงที่หน้าปัดนาฬิกา โดยเมื่อกดปุ่ม คุณจะสามารถมองเห็นจำนวนเวลาได้ ปัญหานี้ก็จะน้อยลง แม้กระนั้นในนาฬิกาดิจิทัลรุ่นต่ำๆจะยังไม่มีฟังก์ชั่นส่วนนี้ นอกจากนี้ ยังมีผู้ผลิตบางรายที่คิดทำให้นาฬิกาปลุกดิจิทัลของตนเองมีตัวเลขเรืองแสงอยู่ตลอดเวลา ก็จะสามารถช่วยให้แลเห็นในที่มืดได้กระจ่างดีขึ้น แม้กระนั้นก็ตามมาด้วยปัญหาแสงสว่างจากตัวเลขบนนาฬิกาก่อกวนคุณตลอดระยะเวลา ทำให้ไม่อาจจะนอนได้สนิท จำเป็นต้องย้ายนาฬิกาไปไว้ห้องอื่น แปลงเป็นข้อด้อยขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง

ส่วนนาฬิกาปลุกแบบเข็ม เป็นนาฬิการูปแบบดั้งเดิมที่อยู่คู่กับเมืองไทยพวกเรามานานแล้ว เอกลักษณ์ของนาฬิการุ่นนี้ก็คือ มีเข็มสั้น เข็มยาว และเข็มวินาทีบนหน้าปัด เข็มอีกทั้ง 3 จะเคลื่อนไปเรื่อยตามเวลาที่ผ่านไป ด้วยความที่เป็นนาฬิกาเข็ม ทำให้การบอกเวลาอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีความละเอียดน้อยกว่านาฬิกาแบบดิจิทัลอยู่หน่อยหนึ่ง คุณอาจจะไม่สามารถที่จะดูเวลาจากนาฬิกาแบบเข็ม แล้วบอกได้ละเอียดหมดเลยว่าปัจจุบันนี้กี่ชั่วโมง กี่นาที กี่วินาที แต่ว่าก็พอที่จะบอกเวลาแบบคร่าวๆได้อยู่ว่าเดี๋ยวนี้เป็นเวลากี่นาฬิกา กี่นาที นอกจากนี้ นาฬิกาแบบเข็มยังเป็นนาฬิกาที่ไม่ค่อยมีฟังก์ชั่นจัดเต็มเสมือนอย่างนาฬิกาปลุกแบบดิจิทัลสักเท่าไรนัก ยิ่งบางรุ่น คุณอาจจะสามารถใช้งานได้เพียงแค่ดูเวลาอย่างเดียว ดูเหมือนเป็นจุดอ่อน แต่ว่าจริงๆก็ถือเป็นจุดเด่นสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการที่จะอยากนาฬิกาที่ใช้งานยุ่งยากมาก บอกเวลาได้ก็พอแล้ว เพราะเหตุว่าบางเวลาซื้อนาฬิกาปลุกแบบดิจิทัลมา ก็ต้องพบกับตัวเลขที่เยอะแยะเยอะไปหมด ดูแทบจะไม่รู้เรื่องว่าเลขไหนคือเวลา หรือเลขไหนคืออะไร คุณจะไม่พบปัญหานี้ในนาฬิกาปลุกดิจิทัล

จะมองเห็นได้ว่า ลักษณะเด่นของนาฬิกาปลุกอีกทั้ง 2 แบบงี้ ก็มีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับแบบรวมทั้งฟังก์ชั่นการใช้แรงงาน ทีนี้กลับมาไปสู่ปัญหาที่ว่า ถ้าหากต้องการจะได้นาฬิกาปลุกสักเรือนละ จะเลือกแบบไหนดี เนื่องจากว่านาฬิกา 2 แบบ ต่างก็มีจุดแข็งไม่เหมือนกัน ทำให้อาจบอกแบบตัดสินไปเลยไม่ได้ในทันทีว่าซื้อเรือนไหนดีกว่า ถ้าหากจะเลือกให้ก้าวหน้าที่สุด คุณจะต้องตรึกตรองสาเหตุดังนี้
1. ความปรารถนาสำหรับการใช้งาน ถ้าหากว่าอยากได้นาฬิกาปลุกจำพวกที่ว่า ซื้อมาแค่เรือนเดียว ก็มองได้ทุกสิ่ง ไม่จำกัดเฉพาะเวลา นาฬิกาดิจิทัล น่าจะตอบสนองในสิ่งที่ต้องการของคุณก้าวหน้าที่สุด เนื่องจากว่าแสดงผลลัพธ์ทุกสิ่งทุกอย่าง อีกทั้งอุณหภูมิ สภาพภูมิอากาศ วันที่ แล้วก็ฯลฯ แม้กระนั้นถ้าคุณซื้อนาฬิกาปลุกมาเนื่องจากมีความรู้สึกว่าจะใช้ปลุกจริงๆมิได้อยากฟังก์ชั่นที่จัดเต็มจนกระทั่งเชื้อเชิญงงมาก ใช้งานไม่ถูก ก็ขอชี้แนะว่าแบบเข็มก็พอเพียงต่อความจำเป็นแล้ว
2. คุณสมบัติเฉพาะตัวของนาฬิการุ่นนั้นๆอาทิเช่น นาฬิกาบางรุ่นมีฟังก์ชั่นเรืองแสงในตัวเอง มีหน้าปัดพรายน้ำ หากว่าคุณมีความรู้สึกว่าการนำนาฬิกาที่มีแสงในตัวเองมาตั้งในห้องนอน เป็นการรบกวนการนอนของคุณ ทำให้นอนไม่หลับ หรือไม่ก็ส่งผลให้เกิดความหลอนราวกับมีผู้ใดมายืนอยู่ในห้อง ก็ไม่ควรซื้อเรือนนั้น หันไปซื้อนาฬิกาธรรมดาที่ไม่มีแสงในตนเองจะดียิ่งกว่า ฯลฯ
3. ไม่ใช่ว่า นาฬิกาปลุกทุกรุ่นจะมีเสียงปลุกที่เท่ากัน บางรุ่นเสียงปลุกเบามาก เกือบจะมิได้ยิน ถึงแม้ว่าจะปลุกก็ราวกับมิได้ปลุก หรือบางรุ่นก็มีเสียงปลุกที่สั่นประสาท ชักชวนให้ปวดศีรษะยามตื่นนอนทุกครั้ง ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาปลุกแบบดิจิทัล หรือนาฬิกาปลุกแบบเข็มก็ตาม คุณต้องให้จุดสำคัญกับการเลือกเสียงปลุกด้วย ก่อนตัดสินใจซื้อ คุณควรจะทดลองทดลองเสียงปลุกดูสักหน่อยว่าเป็นอย่างไร แล้วเลือกรุ่นที่คุณมีความคิดว่าถูกใจเสียงปลุกของมันสูงที่สุด
นาฬิกาปลุก ถือเป็นวัสดุอุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่ช่วยทำให้คุณตื่นมารับวันใหม่ได้อย่างผ่องใส ด้วยเหตุผลดังกล่าวคุณควรจะเลือกให้ถูก เพื่อช่วยส่งเสริมการหลับแล้วก็การตื่นนอนอย่างโดยความเป็นจริง

ที่มา บทความนาฬิกาปลุก: Index Living Mall

9
ชั้นวางของ เป็นเครื่องเรือนที่ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับการเก็บของได้เป็นอย่างยิ่งชั้นวางของที่มีการผลิตออกมาวางขายในขณะนี้ มีอยู่มากมายแบบอย่างไม่ว่าจะเป็นชั้นแบบทึบมีฝาปิด ชั้นแบบทึบไม่มีฝาปิด ไปจนถึงชั้นแบบโปร่ง ในส่วนของขนาดก็มีอยู่มากมายทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ มีเจ้าของบ้านจำนวนมากที่มีความคิดว่าซื้อชั้นวางของแบบไหนไปใช้ก็ได้ ไม่มีความต่างกันมากสักเท่าไรนัก อยากจะพูดว่าโน่นเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องสักเยอะแค่ไหน เนื่องจากว่าหากแม้ชั้นวางของทุกใบจะสามารถใช้วางของได้หมด แต่ด้วยการออกแบบของมันทำให้ในบางครั้งถ้าเราเลือกใช้อย่างไม่เหมาะสม จะมีผลให้การจัดข้าวของทำเป็นไม่ราบรื่นนัก กำเนิดปัญหาเอาของเข้าจัดได้ไม่หมด หรือจัดของได้แต่ว่าของที่วางอยู่มักจะตกลงมาที่พื้น จำต้องคอยเก็บขึ้นเป็นประจำยิ่งถ้าเกิดเป็นข้าวของที่เสียเสียหายง่ายอย่างแก้ว ขวดโหล ถ้าหากตกลงมาแตกก็พอๆกับเสียไปเลย ไม่สามารถเก็บขึ้นมาซ่อมได้อีก นอกนั้น แม้เราเลือกใช้ชั้นวางของที่ไม่เข้ากับสิ่งของที่เราจะจัด ย่อมทำให้ของไม่มีระเบียบ มองรก แล้วก็อาจแปลงเป็นที่อยู่ของสัตว์อันไม่พึงประสงค์ทั้งหลายแหล่ได้ ด้วยเหตุนี้ การจะจัดข้าวของให้เรียบร้อย มองสวยอย่างแท้จริง พวกเราก็เลยควรต้องเลือกชั้นวางของให้ถูกลักษณะสามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้
1. ชั้นสำหรับวางของแบบโปร่ง ไม่มีผนังกัน ชั้นวางรูปแบบนี้มีแบบอย่างคือ ไม่มีผนังกัน มีเพียงส่วนโครง แล้วก็ส่วนพื้นของชั้นแต่ละชั้นแค่นั้น ด้วยความที่ไม่มีผนังกั้น ทำให้โอกาสที่สิ่งของจะตกลงมาด้านล่างมีสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งของที่วางไว้อย่างหมิ่นๆเหมาะสำหรับใช้วางสิ่งของที่ได้โอกาสเสียหายได้น้อย สามารถใช้แบ่งกลุ่มสิ่งของที่มีปริมาณไม่มากนักได้
2. ชั้นวางของแบบโปร่ง มีผนังกั้น ชั้นออกแบบนี้จะมีลักษณะคล้ายกับชั้นแบบแรก แตกต่างกันเพียงแต่ชั้นแบบนี้จะมีการทำส่วนประกอบแผนผังสำหรับกันรอบๆพื้นชั้นโดยฝาผนังนี้อาจมีความสูงจากพื้นชั้นขึ้นมาเพียงนิดหน่อย หรืออาจสูงมากขึ้นมาจนกระทั่งแทบชั้นวางด้านบนก็ได้ชั้นสำหรับวางของลักษณะนี้มีจุดเด่น คือ ระบายอากาศได้ดี สามารถปกป้องสิ่งของได้ระดับหนึ่ง ถ้าหากของบนชั้นจะหล่นลงมาก็จะใกล้กับผนังที่กั้นอยู่ แต่ว่าด้วยฝาผนังที่ทำขึ้นมาไม่มาก อาจไม่อาจจะคุ้มครองปกป้องสิ่งของชิ้นเล็กๆหรือสิ่งของที่มีน้ำหนักค่อยได้ เหมาะกับวางสิ่งของที่มีน้ำหนักมากมาย และอยากการปกป้องในระดับหนึ่ง อาทิเช่น จานถ้วยชาม ถ้วย โถต่างๆรวมทั้งเครื่องครัวอื่นๆด้วย
3. ชั้นวางของแบบทึบ ไม่มีฝาปิด ชั้นวางลักษณะนี้จะเพิ่มรายละเอียดขึ้นมาสักนิดสักหน่อยเป็นมีการใช้อุปกรณ์ปิดทึบตัวอย่างเช่นไม้อัด พลาสวูด พลาสติก หรือไม้จริง มาปิดด้านข้างแล้วก็ข้างหลังของชั้นจนกระทั่งทึบ เหือช่องว่างสำหรับนำสิ่งของเข้าเฉพาะด้านหน้าเพียงแค่นั้น ชั้นวางของลักษณะนี้มีลักษณะเด่นคือสามารถคุ้มครองปกป้องสิ่งของเจริญก่าชั้นแบบโปร่ง ไม่มีปัญหาของตกไปอยู่ด้านหลังชั้น แต่ว่าข้อด้อยของชั้นรูปแบบนี้คือ ระบายอากาศได้ไม่มาก เหมาะสำหรับใช้เก็บข้าวของต่างๆที่หยิบใช้หลายครั้ง และไม่ต้องการให้สัมผัสกับความชุ่มชื้น ตัวอย่างเช่น เครื่องปรุงประเภทต่างๆข้าวของเครื่องใช้พวกน้ำยาสำหรับล้างจานผงซักผ้า ที่พึ่งซื้อมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต
4. ชั้นวางของแบบทึบ มีฝาปิด ชั้นสำหรับวางของรูปแบบนี้จะละม้ายกับชั้นแบบที่ 3 แม้กระนั้นมีการเพิ่มฝาสำหรับปิดชั้นด้วย จุดเด่นของชั้นสำหรับเพื่อวางของรูปแบบนี้ก็คือ มีความมิดชิดสูง สามารถคุ้มครองป้องกันสิ่งของจากความชื้นและก็มลภาวะต่างๆได้แทบ 100% ทั้งยังคุ้มครองไม่ให้ข้าวของร่วงจากชั้นได้ดีที่สุดด้วย แต่ว่าข้อตำหนิของมันก็มีอยู่หมายถึงระบายอากาศได้ไม่ดีนัก แล้วก็จับของออกมาใช้งานได้ไม่ค่อยสะดวกเท่าชั้นวางแบบอื่นๆเหมาะสำหรับใช้เก็บสิ่งของที่มีน้ำหนักค่อย สิ่งของที่ต้องการการบำรุง รวมถึงข้าวของที่ไม่ค่อยได้นำออกมาใช้งานยกตัวอย่างเช่น แก้วเจียระไน เครื่องถ้วยชามต่างๆหนังสือ เอกสารต่างๆเป็นต้น เว้นเสียแต่ชนิดของชั้นสำหรับวางของตามลักษณะอย่างที่ได้พูดผ่านไปแล้ว เรายังสามารถแบ่งชนิดของชั้นสำหรับวางของตามการติดตั้งได้อีกด้วย โดยสามารถแยกออกได้เป็น 2 รูปแบบ คือ ชั้นสำหรับวางของแบบตั้งพื้น รวมทั้งชั้นวางของแบบห้อย ซึ่งชั้นสำหรับเพื่อวางของแบบตั้งพื้น จะเหมาะสมกับการใช้เก็บสิ่งของขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก ในช่วงเวลาที่ชั้นวางของแบบห้อยจะเหมาะกับการใช้เก็ยบข้าวของชิ้นเล็กๆที่มีน้ำหนักไม่มากมาย จะเป็นถ้วยจานทั้งหลายแหล่หรือสิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวันก็ได้ ไม่สมควรใช้ชั้นวางของแบบแขวนเป็นที่เก็บของที่มีน้ำหนักมากมาย เนื่องจากว่าอาจจะทำให้ชั้นวางรับน้ำหนักไม่ไหว ตกลงมาจากจุดติดตั้ง จนกระทั่งทำให้ข้าวของข้างในเกิดอันตรายได้ สำหรับเรื่องของวัสดุ ส่วนนี้จัดว่าไม่สลับซับซ้อนสักเท่าไรนัก เนื่องจากว่าพวกเราสามารถประมาณด้วยตาเปล่าได้ว่าชั้นที่ทำจากสิ่งของที่เห็น เหมาะสมแก่การใช้แรงงานในจุดที่อยากได้หรือไม่ หลักๆก็มีเพียงแค่ไม่สมควรนำชั้นไม้อัดไปใช้ในที่ที่มีความชื้นสูง และไม่ควรที่จะนำชั้นพลาสติกไปใช้ในที่ๆอุณหภูมิเปลี่ยนตลอดระยะเวลา ฯลฯ

การเลือกชั้นวางของให้เหมาะกับสิ่งของที่จะวางนั้น มองดูเผินๆอาจเหมือนว่ามันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรนัก แต่ถ้าพวกเรารู้จักเลือกให้มีความเหมาะสมแล้วก็ถูก ก็จะทำให้การจัดสิ่งของด้านในภายเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยากเย็นมากยิ่งขึ้น และก็อันตรายที่จะกำเนิดกับของในชั้นก็ลดลง ส่วนเรื่องออกแบบแล้วก็ราคา ผู้ใช้สามารถเลือกซื้อดังที่ดวงใจของตนเองต้องการได้เลย

ขอบคุณสำหรับที่มา บทความชั้นวางของ: www.indexlivingmall.com

10
ในช่วงตอนนี้ที่อากาศในประเทศไทยร้อนขึ้นทุกวี่ทุกวันจนถึงแทบจะละลายแบบนี้ คุณคงกำลังคิดที่จะหาเครื่องปรับอากาศมาจัดตั้งให้กับบ้านของตนเองกันอยู่ใช่ไหม แล้วสิ่งที่ตามมาก็คือ คุณคงไปดูเครื่องปรับอากาศ จากห้างสรรพสินค้ามา แล้วหลังจากนั้นก็นำมาจัดตั้งที่บ้าน แต่ในบางครั้งเพียงพอติดตั้งไปแล้ว ก็จะต้องเจอกับปัญหาหลายแบบ ครั้งคราวก็ไม่เย็น บางทีก็เย็นเกินไป หากเกิดเรื่องที่แอร์ไม่ค่อยเย็น ส่วนนี้ทุกคนอาจจะรู้อยู่แล้วว่าเป็นปัญหาแน่ๆจำเป็นต้องรีบแก้อย่างเร่งด่วน แต่ว่าหากเป็นเรื่องเครื่องปรับอากาศเย็นเกินไปละ คงสงสัยกันใช่ไหมว่าคือเรื่องธรรดา หรือจริงๆเครื่องปรับอากาศมีปัญหากันแน่ วันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน

ข้อแรก หากว่าคุณซื้อเครื่องปรับอากาศมาติดตั้งแล้ว พบว่าเย็นเกินไป จำเป็นต้องทดลองเช็ค 2 แบบนี้ก่อน ว่าแตกต่างจากปกติหรือไม่ ประกอบด้วย
1. การตั้งอุณหภูมิบนรีโมทคอนโทรล บางคราวเครื่องปรับอากาศที่มาจากโรงงานบางทีอาจจะตั้งอุณหภูมิไว้เย็นเหลือเกิน ตัวอย่างเช่น 15 องศาเซลเซียส ถ้าหากคุณไม่ได้มองรีโมทก่อน ก็บางทีก็อาจจะรู้สึกได้แบบเดียวกันว่าแอร์เย็นเกินความจำเป็น หากเป็นแบบนี้ก็จัดการกับปัญหาได้อย่างง่ายๆแค่ปรับอุณหภูมิขึ้นมาให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะพอควร โดยทั่วไปแล้วควรอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส แต่หากเช็ครีโมทแล้วพบว่ามิได้ตั้งอุณหภูมิที่เย็นเกินความจำเป็นเลย บางครั้งอุณหภูมิที่รีโมทอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียสด้วย แต่รู้สึกได้ว่าเย็นมากมาย ส่วนนี้เป็นเปลี่ยนไปจากปกติแล้ว
2. หากว่าดูที่รีโมทแล้วเสมือนจะไม่มีอะไรไม่ปกติ ยังคงใช้ได้อย่างเดิม ให้ทดลองไปเช็คที่เครื่องปรับอากาศกันต่อไปเลย ทดลองดูว่าตอนตั้งอุณหภูมิกับรีโมทคอนโทรล เคื่องปรับอากาศได้มีการตอบสนองบ้างไหม ถ้าหากไม่มี ก็หมายความว่าการตั้งอุณหภูมิบางครั้งอาจจะไม่ส่งไปที่เครื่องปรับอากาศ อย่าลืมดูด้วยว่าตัวเครื่องมิส่งไม่ปกติอะไรหรือไม่ อย่างเช่น มีน้ำหยดออกมาจากตัวเครื่องมากเกินไป ฯลฯ
เมื่อลองเช็คลักษณะของเครื่องปรับอากาศจนครบแล้ว ถ้าหากคิดว่าคุณไม่อาจจะขจัดปัญหาอะไรที่ตัวเครื่องได้แล้ว ก็หมายความว่าเครื่องปรับอากาศคงจะมีความผิดปกติแล้วละ เมื่อมาถึงจุดนี้ คุณอาจจะสงสัยว่า แล้วต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เครื่องปรับอากาศมีความเย็นมากจนกระทั่งแตกต่างจากปกติละมีอะไรบ้าง โดยต้นสายปลายเหตุนั้นมีดังต่อไปนี้
1. เซ็นเซอร์รีโมทคอนโทรลไม่สนองตอบการตั้งอุณหภูมิบนรีโมทคอนโทรล จนถึงทำให้ไม่อาจจะตั้งอุณหภูมิให้เหมาะสมได้ อย่างบางคราวเครื่องปรับอากาศของคุณอาจจะมีอุณหภูมิค้างอยู่ที่ 15 องศาเซลเซียส แล้วคุณต้องการจะปรับให้อุ่นกว่านี้ บางคราวกดปุ่มปรับอุณหภูมิจนเลขบนรีโมทได้ตามต้องการและจริง แต่ว่าเครื่องปรับอากาศไม่ตอบสนองกบรีโมท อุณหภูมิก็จะยังคงค้างอยู่ที่ 158 องศาเซลเซียสอยู่แบบงั้น ถ้าหากเป็นแบบงี้คุณก็ต้องเช็คกันว่าเพราะเหตุใด บางทีก็อาจจะเป็นเนื่องจากว่าลืมใส่ถ่านในรีโมทคอนโทรล ทำให้รีโมทไม่ทำงาน ถ่านหมด ฯลฯ แก้ได้อย่างง่ายดายด้วยการซื้อถ่านก้อนใหม่มาเปลี่ยน เพื่อรีโมทใช้งานได้เป็นปกติ แต่ว่าถ้าเกิดแปลงถ่านแล้วพบว่ายังคงใช้ไม่ได้อีก ก็เป็นไปได้ว่ารีโมทบางทีอาจจะพัง หรือไม่ก็มีเหตุมาจากตัวรับเซ็นเซอร์บนเครื่องปรับอากาศใช้งานไม่ได้ แม้เป็นอย่างงี้ ชี้แนะว่าให้แจ้งศูนย์บริการของเครื่องปรับอากาศยี่ห้อนั้นๆให้เข้ามาแก้ไขให้ อย่ามานะซ่อมเอง หรือไปซื้อรีโมทเลียนแบบมาเปลี่ยนแปลงเอง เพราะว่าเดี๋ยวปัญหาจะยิ่งหนักเข้าไปใหญ่
2. เกิดขึ้นจากท่อน้ำยาทำความเย็นในเครื่องปรับอากาศได้รับความทรุดโทรม แตก หัก จนกระทั่งทำให้น้ำยาทำความเย็นปฏิบัติงานไม่ปกติ จนถึงกำเนิดความเย็นอย่างยิ่งประเภทที่ว่าเสมือนได้อยู่ขั้วโลกเหนือกันเลย แล้วก็ในบางครั้งอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการ เครื่องปรับอากาศเป็นน้ำแข็ง หรือมีน้ำแข็งย้อยออกมาจากช่องสร้างความเย็นร่วมด้วย ถ้าเป็นเช่นนี้ ขอแนะนำวาอย่ามานะแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง แม้ว่าจะมีความสามารถเรื่องช่างนิดนึงก็ตาม เนื่องจากประเดี๋ยวจะยิ่งทำให้เครื่องปรับอากาศมีปัญหาหนักขึ้น ทางที่เยี่ยมที่สุดคือรีบแจ้งศูนย์บริการให้เข้ามาดำเนินงานปรับแก้ไห้ดีกว่า หรือถ้าเครื่องปรับอากาศนั้นพึ่งซื้อมาใหม่ ก็สามารถรีบแจ้งกับฝ่ายขายของที่ๆคุณซื้อมา ให้เข้ามาดูและจัดการเปลี่ยนแปลงเครื่องใหม่ให้ก็ได้ โดยนับว่าเป็นสินค้าที่มีตำหนิ
อาการเครื่องปรับอากาศสร้างความเย็นให้มากเกินความจำเป็น สามารถเป็นได้ทั้งยังเรื่องปกติ และปัญหาที่จะต้องปรับแต่ง เมื่อเกิดอาการนี้ขึ้น ให้ท่านรีบพิจารณาแลชะหาทางปรับปรุงแก้ไขในทันที เพื่อเครื่องปรับอากาศของคุณสามารถกลับมาใช้งานได้อย่างปกติ สิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งที่เราต้องการจะบอกคุณ ก็คือ หากรู้สึกตัวว่าเครื่องปรับอากาศนั้นเย็นเหลือเกิน แก้มากแค่ไหนก็แก้มิได้ จงอย่าทนใช้งานต่อ ให้ปิดเสีย เนื่องจากว่าการอยู่ข้างในห้องที่มีความเย็นจากเครื่องปรับอากาศมากจนเกินไปเป็นระยะเวลานานๆอาจก่อให้คุณกำเนิดลักษณะการเจ็บเจ็บป่วยได้ ยิ่งถ้าหากในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศเป็นห้องนอนด้วยละก็ ขอบอกเลยว่าอย่าทนนอนในห้องที่เย็นเกินความจำเป็นเด็ดขาด มีสิทธิไม่สบายรุนแรงถึงขั้นปอดบวมได้อย่างยิ่งจริงๆ
เมื่ออ่านมาถึงนี้ คุณอาจเพียงพอจะมองเห็นปัญหาของการใช้งานเครื่องปรับอากาศที่มีความเย็นมากเกินความจำเป็นกันไปบ้างแล้ว ต่อไปนี้ถามคำถามว่า มีหนทางปกป้องไม่ให้เผลอไปซื้อเครื่องปรับอากาศที่อาจจะมีปัญหาบ้างหรือไม่ เพราะเหตุว่าเครื่องปรับอากาศเป็นของที่จะต้องติดตั้งก่อน ถึงจะรู้ดีว่าผลิตภัณฑ์ที่ซื้อมานั้นมีปัญหาหรือไม่ การจะนำมาแทงปลั๊กไฟทดสอบ แบบเวลาพวกเราซื้อพัดลม โทรทัศน์ น่าจะทำไม่ได้ในทันที วิธีที่เยี่ยมที่สุดที่จะคุ้มครองปัญหานี้ได้ คือ ควรที่จะเลือกซื้อเฉพาะเครื่องปรับอากาศที่มีแบรนด์ได้มาตรฐาน เป็นที่ชื่นชอบรวมทั้งได้รับการกล่าวถึงจากผู้ใช้คนอื่นว่าใช้ดีเพียงแค่นั้น เลี่ยงการซื้อเครื่องปรับอากาศตามแรงเชียร์ของเซลล์ เท่านี้ โอกาสที่คุณจะเผลอไปซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหาก็จะน้อยลงแล้ว

แหล่งที่มา บทความเครื่องปรับอากาศ / แอร์บ้าน: Index Living Mall

11
สำหรับกิจกรรมเพื่อถูกหลักอนามัยที่ดีของร่างกายนั้น การขัดฟัน คือกิจกรรมอย่างนึ่งที่คนทุกคนจำต้องทำ คงไม่มีใครที่รู้สึกว่าไม่จำต้องแปรงก็ได้ เว้นไปวันสองวันก็ยังได้แน่นอน เนื่องจากหากไม่แปรงฟัน จะกำเนิดเชื้อโรคสะสมในปากและก็ก่อให้เกิดโรคหลายชนิด ฟันผุ ติดโรคในช่องปาก แถมยังทำให้มีกลิ่นปาก ส่งผลเสียต่อการเข้าสังคมได้มากทีเดียว

สำหรับในการแปรงฟัน เครื่องมือที่จะต้องใช้แน่นอนมีอยู่ 2 อย่างหมายถึงแปรงสีฟัน แล้วก็ยาสีฟัน เวลาที่เราใช้อยู่มันก็คงไม่มีปัญหาอะไร แม้กระนั้นขณะที่ใช้งานเสร็จแล้วละ เราจะเก็บของ 2 แบบนี้ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเช่นไรดี เนื่องจากทั้งยังแปรงสีฟันและยาสีฟันเป็นของที่พวกเราต้องเอาเข้าปาก ถ้าเอาไปวางไว้แบบไม่มีระเบียบ จนถึงทำให้แปรงสีฟันจำเป็นต้องไปพบกับสิ่งสกปรก หรือตกลงพื้นจนกระทั่งหากจะเอามาเข้าปากอีกรอบก็คงจะกระดากจิตใจไม่น้อย ยิ่งถ้าเกิดแปรงสีฟันตกลงไปในที่ๆไม่ประสงค์สักเท่าไร อย่างในโถส้วม หรืออ่างล้างจาน อาจไม่มีผู้ใดต้องการจะเอามาเข้าปากอีกครั้งหรอก จริงไหม เพื่อไม่ให้กำเนิดปัญหาดังที่กล่าวมาแล้ว ที่ใส่แปรงสีฟัน ช่วยได้เสมอ

ที่ใส่แปรงสีฟัน เป็นเครื่องไม้เครื่องมือที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อพวกเราสามารถใส่แปรงสีฟันได้อย่างรัดกุม โดยทั่วไปมักมีทรงคล้ายแก้ว มีฝาปิดซึ่งจะมีช่องสำหรับแทงแปรงสีฟันพอเพียงเป็นช่องแคบๆตอนที่พวกเราต้องการจะเก็บแปรงสีฟันก็ทำได้กล้วยๆแค่เสียบด้ามแปรงสีฟันลงไปในช่องที่ทำไว้แค่นั้น แทงลงไปจวบจนกระทั่งปลายด้ามจะลงไปถึงตูด เท่านี้แปรงสีฟันของเราก็ไม่สิทธิร่วงจากที่เก็บลงสู่พื้นได้แล้ว

ที่เก็บแปรงสีฟันที่ผลิตออกมาในปัจจุบันนั้นมีอยู่หลายรุ่น ทั้งรุ่นแบบแก้วใบเดียว จนถึงรุ่นที่มีแก้วใส่แปรงสีฟันถึง 4 ด้ามในตัวเดียว ถามคำถามว่ารุ่นใดดีสุด ข้อนี้จำต้องขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานของแต่ละคน ถ้าหากว่าในห้องน้ำที่จะนำไปใช้นั้นมีคนเวียนใช้กันหลายคน ทำนองว่าใน 1 บ้าน มีห้องอาบน้ำอยู่ห้องเดียว ที่ใส่แปรงสีฟันแบบที่มีแก้วเก็บหลายใบในตัวเดียวจะตอบโจทย์ได้มากกว่า แต่ถ้าเกิดเป็นห้องสุขาที่มีคนรับใช้งานอยู่ตามลำพัง ในบ้านนั้นมีห้องอาบน้ำหลายห้อง สมาชิกทุกท่านแยกไปใช้แต่ละห้องเป็นของตัวเอง ที่ใส่แปรงสีฟันแบบ 1 แก้ว ก็พอเพียงต่อการใช้งานแล้ว

ที่ใส่แปรงสีฟัน แม้จะดูเป็นของใช้อย่างง่ายๆไม่มีการทำงานสลับซับซ้อน แต่เราก็จำเป็นจะต้องใช้ให้ถูกแนวทาง แล้วก็มีข้อพึงระวังในการใช้งานอยู่พอสมควร ส่วนจะมีอะไรบ้าง ไปดูกันดีกว่า
1. ควรจะตั้งที่ใส่แปรงสีฟันเอาไว้ภายในจุดที่อยู่สูงพอควร เพื่อให้พ้นจากน้ำ ความชุ่มชื้น รวมทั้งเชื้อโรคต่างๆและอยู่ในจุดที่พวกเราสามารถหยิบใช้ได้สะดวก ไม่ตั้งไว้สูงเกินไปจนถึงเอื้อมมือขึ้นไปหยิบลำบาก ห้ามตั้งที่ใส่แปรงสีฟันเอาไว้ในจุดที่เสี่ยงต่อการหล่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ใส่แปรงสีฟันที่เป็นเซรามิคหรือแก้ว ด้วยเหตุว่าอาจมีการตกแตกได้
2. การแทงแปรงสีฟันใส่ที่ใส่แปรงสีฟัน จำต้องใช้แนวทางแทงแปรงใส่ลงในช่อง โดยให้ขนแปรงอยู่ข้างบนเพียงแค่นั้น อย่าคิดแนวทางเก็บแบบแผลงๆอย่างการคว่ำขนแปรงลง หงายด้ามแปรงขึ้น เพราะจะทำให้หยิบใช้ได้ลำบาก รวมทั้งสำหรับในการเก็บแปรง จำต้องแทงด้ามแปรงสีฟันลงไปกระทั่งจะสุดทุกหน อย่าจิ้มด้ามแปรงสีฟันใส่ไว้ด้านในที่เก็บแบบขอไปที เพราะเหตุว่าจะทำให้แปรงสีฟันได้โอกาสหลุดจากที่ใส่ กระทั่งตกลงมาที่พื้นเองได้
3. อย่าตั้งที่ใส่แปรงสีฟันทิ้งไว้แบบไม่สนใจมันเลย กะว่าเอาไว้เป็นที่เก็บแปรงเพียงอย่างเดียว เนื่องจากว่าขณะที่ผ่านไปทุกเมื่อเชื่อวันๆโน่นคือฝุ่นละออง สิ่งสกปรก แล้วก็เชื้อโรคที่จะสะสมในที่ใส่แปรงสีฟันได้ ควรหมั่นจับที่ใส่แปรงสีฟันลงมาล้างชำระล้าง โดยการใช้ฟองน้ำชุบน้ำยาที่เอาไว้สำหรับล้างจานเช็ดออกกระทั่งสะอาด แล้วล้างด้วยน้ำ แล้วหลังจากนั้นคว่ำไว้ให้แห้ง แล้วหลังจากนั้นก็ให้นำมาประกอบเพื่อใช้ใหม่อีกครั้ง รวมทั้งถ้ามีความเห็นว่าที่ใส่แปรงสีฟันเริ่มมีฝุ่นเกาะ หรือมีสัตว์ที่ไม่ประสงค์อย่างแมลงสาบ จิ้งจก ไปไต่ ต้องหยุดใช้ แล้วนำลงมาล้างทำความสะอาดในทันที
4. เมื่ออยากได้โยกย้ายที่ใส่แปรงสีฟันออกมาจากที่ ต้องทำอย่างถี่ถ้วนเพื่อไม่ให้เกิดการหล่นแตก โดยเฉพาะที่ใส่แปรงสีฟันที่ทำมาจากแก้ว หรือพลาสติกที่ออกจะบาง
ที่ใส่แปรงสีฟัน เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับการเก็บแปรงสีฟัน ให้ถูกตามหลักความถูกอนามัยเยอะขึ้น รวมทั้งช่วยให้สุขาเรียบร้อยมากขึ้นเรื่อยๆด้วย บ้านผู้ใดที่ยังขาดที่เก็บของสำคัญอย่างแปรงสีฟันอยู่ ขอเสนอแนะให้ซื้อที่แปรงสีฟันไปใช้งาน ยืนยันว่าจะมีผลให้การเก็บ การหยิบใช้แปรงสีฟันทำได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นด้วย ยิ่งหากใช้คู่กับกล่องสำหรับหุ้มขนแปรงสีฟัน จะยิ่งทำให้แปรงสีฟันของคุณดูสะอาด น่าใช้ ถูกสุขลักษณะมากขึ้นเรื่อยๆแน่นอน

Website: บทความที่ใส่แปรงสีฟัน: Index

12
สำหรับกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องผ้า ในหลายๆครั้งพวกเราคงหลบหลีกกิจกรรมที่ส่งผลให้ผ้าแฉะไม่ได้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการซักผ้า หรือการนำผ้าไปใช้ในงานต่างๆย่อมได้โอกาสที่ผ้าจะแฉะได้ทั้งนั้น รวมทั้งทางเดียวที่พวกเราจะทำให้ผ้ากลับมาแห้งสนิทได้ ก็จำเป็นต้องใช้กรรมวิธีตากเพียงอย่างเดียวเพียงแค่นั้น

แน่ๆว่าสำหรับในการตากผ้านั้น เฟอร์นิเจอร์ที่นับว่าเป็นของที่จำเป็นเยอะที่สุดก็คือ ราวตากผ้าซึ่งเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้มีสาระคือ เราจะสามารถนำผ้าขึ้นพิง ก่อนจะคลายให้ผ้าแผ่ขยายออกจนกระทั่งรับกับความร้อน รวมทั้งอากาศโดยรอบได้อย่างมาก เมื่อผ้าสัมผัสกับอากาศ จะทำให้ความชุ่มชื้นที่หลงเหลืออยู่บนผ้าค่อยๆระเหยออกไป จนกระทั่งในที่สุดผ้าก็จะกลับมาแห้ง พร้อมต่อการใช้แรงงานไปได้อีก

ราวตากผ้าที่มีการผลิตออกมาจัดจำหน่ายในขณะนี้นั้นมีอยู่ 2 แบบใหญ่ๆเป็นราวตากผ้าประเภทตั้งพื้น และก็ราวตากผ้าประเภทห้อยฝาผนัง โดยราวตากผ้าอีกทั้ง 2 อย่างนี้มีความต่างกันคือ ราวตากผ้าแบบตั้งพื้นจะเป็นราวที่สามารถเปลี่ยนที่ได้ ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับการตากผ้าได้มากกว่า เหมาะสมกับการที่เราจะย้ายที่ผ้าออกไปตากแดดเพื่อช่วยให้ผ้าแห้งเร็วขึ้นได้ ด้วยประการฉะนี้ ราวตากผ้าแบบตั้งพื้น จึงสามารถใช้งานได้อย่างมากมาย จะใช้เป็นพักผ้า หรือจะใช้เป็นที่นำผ้าที่ซักแล้วออกผึ่งแดดก็สามารถทำได้ ขณะที่ราวตากผ้าแบบแขวนฝาผนัง จะเป็นราวที่ไม่อาจจะเปลี่ยนที่ได้ ดังนั้นจึงเหมาะกับการติดตั้งไว้เพื่อเป็นที่พักผ้า ได้แก่ติดตั้งในห้องน้ำเพื่อใช้ห้อยผ้าที่เอาไว้เช็ดตัวก่อนจะเอาไปใช้ หรือผึ่งผ้าที่ใช้ประโยชน์มาแล้ว เช่น ผ้าสำหรับเช็ดตัวให้แห้ง สามารถนำไปใช้งานต่อได้มากกว่า แม้กระนั้น ถึงแม้ราวตากผ้าจำพวกห้อยจะสามารถใช้งานได้ยืดหยุ่นน้อยกว่า แต่ว่าก็มีจุดเด่นคือไม่รับประทานพื้นที่ ต่างจากราวตากผ้าแบบตั้งพื้นที่มักมีขนาดใหญ่ รับประทานพื้นที่มากมาย ยิ่งถ้าเกิดตั้งไว้ภายในห้องแคบๆพวกเราต้องสูญเสียพื้นที่ใช้สอยส่วนหนึ่งส่วนใดให้กับราวประเภทนี้ไปเลยทีเดียว

ราวตากผ้า ที่วางจำหน่ายอยู่บนตลาด ยังเป็นเครื่องเรือนที่ถูกประกอบมาจากวัสดุหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก สแตนเลส พลาสติก หรือแม้แต่ไม้ ซึ่งในอุปกรณ์แต่ละประเภทก็จะเหมาะสมกับการใช้แรงงานในลักษณะที่ต่างกัน ถ้าหากอยากใช้งานราวตากผ้าเพื่อนำผ้าออกตากกลางแจ้ง ควรที่จะเลือกใช้ราวที่ทำมาจากสแตนเลสหรือไม้ เนื่องมาจากทนทานต่ออุณหภูมิแล้วก็สภาพภูมิอากาศต่างๆได้ดี ไม่มีปัญหาประเด็นการสึกหรอ ตอนที่ราวตากผ้าแบบเหล็กหรือพลาสติก ถ้าเกิดนำไปตั้งตากแดดจะเกิดการสลายตัว ผุพังได้ง่าย ด้วยเหตุนี้จึงเหมาะกับการใช้แรงงานในที่ร่มมากกว่า นอกจากนั้น ถ้าเป็นราวตากผ้าพลาสติก จะไม่สามารถใช้รับน้ำหนักผ้าได้มาก เพราะเหตุว่าบางทีอาจเกิดการหักได้ ถ้าอยากซื้อราวมาเพื่อตากผ้าทีละมากมายๆควรใช้ราวที่ทำจากอุปกรณ์ที่ค่อนข้างจะแข็งแรง อย่างราวจากเหล็ก หรือสแตนเลสจะดีมากกว่า

ในส่วนของการใช้งานราวตากผ้าไม่ว่าจะประเภทใดๆมีข้อควรคำนึงอยู่ ดังนี้
1. การแขวนผ้าบนราวตากผ้า ควรจะแขวนแบบกระจัดกระจายผ้าออกมาจากกัน เพื่อให้น้ำหนักที่ราวตากผ้าได้รับมีความสมดุล และยังมีผลให้ผ้าแต่ละจำพวกได้สัมผัสกับอากาศกับความร้อนอย่างทั่วถึง อย่าแขวนผ้าแบบเอาเอาผ้า 4-5 ชิ้นมากระจุกรวมกัน เพราะจะก่อให้ผ้าแต่ละชิ้นได้สัมผัสอากาศไม่ทั่ว ทำให้แห้งยาก แล้วก็การนำผ้ามาแขวนกลุ่มไว้เพียงแค่จุดใดจุดหนึ่งของราวมากเกินความจำเป็น จะก่อให้ราวได้รับน้ำหนักอย่างไม่สมดุล จนกระทั่งเป็นเหตุให้เกิดการหัก หรือสกรูที่ยึดราวนั้นเคลื่อนจนกระทั่งทำให้ราวเกิดการหลุดออกมาได้
2. หากพวกเราจำเป็นที่จะต้องนำราวตากผ้าออกตากแดด เมื่อเก็บผ้าเข้าบ้าน ควรเก็บราวตากผ้าเข้ามาเอาไว้ในที่ร่มด้วย อย่าปล่อยราวไว้กลางแจ้งจนถึงมีการตากแดดตากฝน เพราะว่าจะมีผลให้ราวมีการย่อยสลายในเวลาอันเร็ว มีปัญหาสึกกร่อน เสียได้
3. ราวตากผ้า เป็นราวที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตากผ้าเท่านั้น ด้วยเหตุนั้นห้ามนำราวนี้ไปใช้แบบไม่ถูกจุดประสงค์ อย่างเช่น เอาไปใช้เป็นที่เหยียบสำหรับปีนป่ายขึ้นเขาที่สูงๆหรือใช้เป็นที่พาดสิ่งของหนักๆเพราะเหตุว่าราวรับน้ำหนักไม่ไหว มีการพังหัก ยิ่งถ้าหากว่าราวหักระหว่างที่เรากำลังปีนป่ายอยู่ก็ย่อมเกิดเรื่องที่อันตรายมาก และก็ควรจะระวังอย่าให้เด็กเล็กอยู่ใกล้กับราวตากผ้ามากจนเกินไป เพราะเหตุว่าเด็กอาจปีนจนถึงตกลงมาได้รับบาดเจ็บได้
4. ห้ามปรับปรุงแก้ไขดัดแปลงราวตากผ้าเป็นเครื่องเรือนอย่างอื่นที่จะต้องรับน้ำหนักมากมาย ตัวอย่างเช่น เก้าอี้ หรือชั้นที่เอาไว้วางของ แม้กระทั้งการดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขให้ตากผ้าได้มากกว่าปกติก็ไม่สมควรที่จะทำ เนื่องจากว่าโดยธรรมดาแล้วโครงของราวตากผ้ามิได้หนาอะไรมากมาย แม้ทำดัดแปลงแก้ไข อาจจะทำให้โครงของราวตากผ้ารับน้ำหนักไม่ไหว มีการเสียหักพังทลายลงมาได้
ราวตากผ้า นับว่าเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้การตากผ้าของพวกเราแปลงเป็นเรื่องง่าย อย่างไรก็ตาม ในราวตากผ้าแต่ละจำพวกจากแต่ละวัสดุนั้นก็มีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันไป ผู้ที่กำลังมองหาราวสักราวหนึ่งเพื่อใช้สอยสำหรับเพื่อการตากผ้า จำเป็นที่จะต้องเลือกซื้อราวที่มีขนาด แล้วก็ใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับการใช้แรงงานของตัวเอง เพื่อได้ราวที่ใช้งานได้ตามสิ่งที่ต้องการ

ขอบคุณสำหรับที่มา บทความราวตากผ้า: Index Living Mall

13
ไวน์ เป็นเครื่องดื่มรสชาติดีอย่างหนึ่งปัจจุบันนี้เป็นที่นิยมมาก ยิ่งถ้าเกิดเก็บเอาไว้ในตู้แช่ที่มีอุณหภูมิพอดี ไม่เย็นเหลือเกิน ไม่อุ่นเกินความจำเป็น แล้วเปิดดื่มขณะที่สมควรด้วยแล้วละก็ จะยิ่งเป็นสุดยอดเครื่องดื่มที่คุณจะไม่อาจจะละปากออกจากแก้วได้อย่างแน่แท้

แต่การดื่มเหล้าองุ่น เครื่องไม้เครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่คุณจะขาดไปไม่ได้เลย ก็คือ แก้วไวน์ แก้วชนิดนี้มีลักษณะเป็นแก้วทรงสูง มีขาตั้ง ข้างบนเป็นส่วนตูดสำหรับใส่ไวน์ มีทั้งๆที่สร้างขึ้นจากแก้ว และก็ทำขึ้นจากพลาสติก ให้ความรู้สึกหรูหรา สง่า เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใส่เครื่องดื่มชั้นยอดเยี่ยมอย่างไวน์ แต่ว่าสำหรับคนที่ไม่ค่อยดื่มเหล้าองุ่นสักมากแค่ไหน อาจสงสัยว่า แก้วไวน์ เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญกับการดื่มเหล้าองุ่นมากถึงขนาดนั้นเชียวหรือ จริงๆถ้าหากต้องการจะดื่มเหล้าองุ่น เทไวน์ใส่เอาไว้ภายในแก้วแบบมีหูหิ้วธรรมดาก็น่าจะได้ไหม แถมเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว แก้วที่มีหูหิ้ว มีทรงฐานรากอย่างที่เราคุ้นเคยกันดี น่าจะจุไวน์ได้มากกว่าแก้วไวน์เสียอีก หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่คิดอย่างงี้ อย่ารอช้า ไปดูเหตุผลกันเลยดีกว่าว่าเพราะเหตุไรจำต้องใช้แก้วไวน์ในการดื่มไวน์โดยเฉพาะ
1. แก้วไวน์เป็นแก้วที่มีความจุเหมาะสมกับเครื่องดื่มอย่างไวน์ อย่าลืมว่า ไวน์ ไม่ใช่เครื่องดื่มอย่างน้ำส้ม ที่จะเทให้เต็มแก้วสักเท่าใดก็ได้ ดื่มเข้าไปพรวดพราดเดียวหมดก็ยังอร่อย แต่ว่าไวน์เป็นเครื่องดื่มประเภทหมัก มีกลิ่นแล้วก็รสที่เป็นเอกลักษณ์ รวมทั้งการจะดื่มไวน์ให้ได้รสเยี่ยมที่สุด จะต้องใช้วิธีจิบทีละเล็กทีละน้อย ไม่ใช่การดื่มพรวดเดียวหมด ถ้าหากว่าคุณรินไวน์ใส่เอาไว้ข้างในแก้วปกติที่มีความจุเป็นจำนวนมากละก็ ขณะที่คุณเบาๆจิบทีละเล็กละน้อย คุณจะรู้สึกอิ่มเร็วกว่าปกติ สุดท้ายไวน์ที่อยู่ในแก้วใบใหญ่นั้นก็จะไม่หมด ซึ่งถ้าคุณจิบเหล้าองุ่นไม่หมด ก็จำเป็นที่จะต้องทิ้งสิ่งเดียว ไม่อาจจะรินกลับใส่ขวดเพื่อดื่มครั้งต่อไปอีกได้ แต่ว่าถ้าหากคุณรินใส่แก้วไวน์ คุณจะได้ปริมาณไวน์ที่ใช้ดื่มอย่างพอดี ไม่มากจนเกินความจำเป็น และไม่ไม่เพียงพอ สามารถจิบจนกระทั่งหมดแก้วได้อย่างพอดี โดยที่ยังคงรสชาติหอมหวาน เป็นเอกลักษณ์สำหรับไวน์อยู่
2. แก้วไวน์ จะช่วยเอื้อต่อการดื่มไวน์ให้กับคุณได้มากกว่าแก้วประเภทอื่นๆเพราะเป็นแก้วที่มีปากแคบ แต่ว่ามีตูดกว้าง คุณสามารถดื่มเหล้าองุ่นตามสูตรที่ได้รับการแนะนำมาได้เลย อย่างก่อนดื่ม จะต้องหมุนแก้วให้ไวน์เหมาะเสียก่อน โดยคุณสามารถหมุนได้อย่างไม่ต้องกลัวว่าไวน์จะหกออกมาจากแก้ว จนถึงหกเลอะเทอะ เมื่อไวน์ได้ที่แล้ว ก็ค่อยๆจิบ ด้วยปากแก้วที่แคบ จะมีผลให้คุณสามารถจิบเหล้าองุ่นได้ในจำนวนน้อยๆอย่างที่คุณอยาก ไม่เผลอทำเหล้าองุ่นหกเข้าปากจนกระทั่งทำให้รสชาติจำต้องแย่ลงไป รวมทั้งที่สำคัญ การดื่มเหล้าองุ่นในแก้วไวน์นี้ จะช่วยเพิ่มความสวยหรูให้กับไวน์ ทำให้คุณมีความคิดว่าการดื่มไวน์คราวนี้อร่อยมากเพิ่มขึ้น

เห็นไหมว่า แก้วไวน์เป็นแก้วที่มีความหมายต่อการดื่มไวน์ แล้วก็เป็นแก้วที่คอเหล้าองุ่นทุกคนจะขาดไปมิได้เลย ทั้งนี้ แก้วไวน์ ยังไม่เป็นเพียงแค่แก้วซึ่งสามารถใช้กินได้เพียงแค่เหล้าองุ่นแค่นั้น ในเครื่องดื่มประเภทอื่นๆอย่างเช่น น้ำ นม หรือแม้แต่น้ำหวาน คุณก็สามารถนำใส่แก้วไวน์ เพื่อเพิ่มความหรูหราโอ่อ่า และก็รสชาติให้กับการดื่มได้อีกด้วย
การรักษาแก้วไวน์หลังจากที่ดื่มเสร็จแล้ว สามารถไม่ได้ทำยาก มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. ล้างแก้วไวน์ด้วยน้ำยาที่เอาไว้สำหรับล้างจาน โดยเริ่มที่การนำแก้วไวน์ที่เลอะเทอะ ไปล้างด้วยน้ำเพื่อจ่ายคราบเปื้อนเล็กน้อยออกไปก่อน และก็เพื่อคราบที่เกาะติดอยู่นิ่มขึ้น สามารถล้างออกได้ไม่ยากด้วย ต่อจากนั้นจึงใช้ฟองน้ำนิ่มๆชุบน้ำยาที่เอาไว้สำหรับล้างจานพอควร แล้วนำฟองน้ำนั้นมาถูชำระล้างแก้ว ขัดเอารอยเปื้อนเครื่องดื่มที่ติดอยู่ออกให้หมด จบด้วยการล้างน้ำเปล่าเพื่อขจัดคราบและก็น้ำยาที่เอาไว้สำหรับล้างจานออก ก็เท่านี้ก็เรียบร้อย ในขั้นตอนพวกนี้ คุณต้องระมัดระวัง อย่าให้แก้วไวน์หลุดมือ เพราะว่าอาจจะส่งผลให้แก้วไวน์ตกพื้นจนกระทั่งแตกเสียหายได้
2. นำแก้วไวน์ที่ล้างจนกระทั่งสะอาดแล้วมาเช็ดถูด้วยผ้าสะอาดที่มีเนื้อนุ่ม อย่างผ้าขนหนู เพื่อแก้วแห้ง มองสะอาดยิ่งขึ้น อย่าใช้ผ้าขี้ริ้ว หรือผ้าที่เลอะเทอะมาถูเด็ดขาด เนื่องจากจะมีผลให้แก้วเลอะเทอะ
3. คว่ำแก้วไวน์บนชั้นคว่ำแก้วที่สามารถล็อกไม่ให้แก้วขยับได้ โดยสำหรับการคว่ำ จะต้องคว่ำแก้วไวน์ไว้ที่จุดกึ่งกลางชั้น หรือจุดที่สามารถล็อกไม่ให้แก้วไวน์ขยับได้ อย่าวางแก้วไวน์แบบหมิ่นเหลือเกิน เนื่องจากอาจจะทำให้แก้วร่วงลงมาแตกเสียหาย และก็ต้องคว่ำแก้วไวน์ไว้ให้พ้นจากมือเด็ก หรือสัตว์เลี้ยงที่อาจจะทำให้แก้วไวน์ร่วงแตกแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์จนถึงก่อให้เกิดอันตราย
4. เมื่อแก้วไวน์ใบใดที่มีร่องรอยชำรุด อย่างเช่น ปากแตก มีรอยแตก แม้จะยังคงใช้ใส่เหล้าองุ่นได้อยู่ ก็ขอชี้แนะว่าไม่สมควรนำกลับมาใช้อีก เพราะว่ารอยแตกพวกนั้นอาจทำให้ผู้ดื่มได้รับอันตราย บาดมือ หรือบาดปากจนเป็นแผลได้
เมื่อต้องการดื่มไวน์ เราขอชี้แนะทุกท่านว่าอย่าลืมเลือกใช้แก้วไวน์ เพื่อรสชาติของไวน์โปรดของคุณดียิ่งขึ้น เพิ่มความหรูหราเลิศเลอให้กับไวน์ของคุณดีขึ้น จะใช้ดื่มเอง หรือเสิร์ฟแขกที่มาเยี่ยมเยือนที่บ้านดีแล้วทั้งนั้น ยิ่งหากได้ดื่มคู่กับของกินแสนอร่อยอย่างสเต๊ก รับรองว่าคุณจะลืมเครื่องดื่มอย่างอื่นไปเลย

ที่มา บทความแก้วไวน์: www.indexlivingmall.com

14
มั่นใจว่าเกือบทุกๆบ้าน คงจะเห็นว่าการประกอบอาหารไว้ทานเป็นเรื่องสำคัญ และควรมีการปรุงอาหารขั้นต่ำสัก 1 มื้อทุกวัน เพราะถ้าหากจะให้ซื้อของกินจากนอกบ้านมาทานกันเสมอๆก็คงสิ้นเปลืองพอควร แถมยังไม่ค่อยดีต่อร่างกายสักเท่าไรอีกด้วย

สำหรับกุ๊กอย่างคุณ คงจะรู้ว่า การประกอบอาหาร คือการผสานเอาศาสตร์และก็ศิลปแขนงต่างๆเข้ามาไว้ร่วมกัน ควรมีเครื่องมือเป็นจำนวนมาก แล้วก็จะต้องรู้จักการผสมของกินแบบมีฝีมือด้วย ไม่อย่างนั้นของกินที่ได้มาก็จะไม่อร่อยเท่าไรนัก แม้กระนั้นแม้ว่าการผสมอาหารด้วยมือทุกขั้นตอน จะช่วยขับให้เมนูของคุณมีรสชาติดี น่าทาน มีกลิ่นหอมมากก็จริง แต่ว่าก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เช่นเดียวกันว่าถ้าหากใช้มือทำหมดทุกขั้นตอน ก็ต้องเสียเวล่ำเวลาเป็นเวลานานมากพอควร ยิ่งบางรายการอาหาร บางเวลาคุณอาจต้องใช้เวลาทำกว่าครึ่งวันเลยทีเดียวกว่าจะได้เป็นรายการอาหารแสนอร่อยชวนฟินได้ ถ้าหากว่าพ่อครัวคนประกอบอาหารอย่างพวกเราๆสามารถหาอุปกรณ์เครื่องใช้กระแสไฟฟ้าที่จะทุ่นแรงบางขั้นตอนไปได้ก็คงดีไม่น้อย และก็เครื่องผสมอาหาร ก็เป็นเลิศในเครื่องมือที่ช่วยภาระหน้าที่การประกอบอาหารไปได้มากพอสมควรอยู่เหมือนกัน
เครื่องผสมอาหารเป็นเครื่องที่มีส่วนประกอบเป็น มีถาดสำหรับใส่อาหาร มีหัวสำหรับคน แล้วก็มีปุ่มพร้อมปลั๊กไฟสำหรับเสียบ แล้วก็สั่งให้เครื่องปฏิบัติงานได้ การใช้งานทำเป็นง่ายมาก แค่เพียงคุณนำอาหารที่อยากได้ผสมใส่ลงไปในถาด แล้วต่อจากนั้นแทงปลั๊กไฟ ตั้งรายการอาหาร แล้วกดสั่งขับเคลื่อนก็ใช้ได้ เครื่องจะทำการปั่นของกินที่คุณเทใส่ลงไปให้ถูกกัน เมื่ออ่านมาถึงนี้ คุณอาจจะสงสัยว่า ถ้าหากว่าเป็นเช่นนั้น เรามีเครื่องปั่นอยู่แล้ว ไปใช้เครื่องปั่นเลยไม่ดีกว่าหรือ ขอบอกเลยว่า หากแม้เครื่องปั่นจะช่วยปั่นของกินให้เข้ากันได้แบบเดียวกันก็จริง แต่ว่าก็จะทำให้วัตถุดิบต่างๆที่คุณใส่ลงไปนั้นถูกบดกระทั่งแหลกละเอียด เปลี่ยนเป็นสมูทตี้แบบที่นำไปใช้ปรุงต่อไม่ได้เลย แม้กระนั้นในเครื่องผสมอาหาร จะทำเพียงแค่คนอาหารให้เหมาะแค่นั้น ไม่มีการใช้ใบมีดฟันวัตถุดิบในอาหารกระทั่งแหลกละเอียดแน่นอน เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับใช้คนอาหารที่ต้องการให้เหมาะ อย่างการผสมแป้งเพื่อทำเค้ก การผสมสีจากใบเตยเข้ากับแป้งที่ได้นวดไว้แล้วให้มีสีสวย สำหรับนำไปทำขนมต่อไป หรือแม้กระทั้งการใช้เพื่อตีไข่ให้ขึ้นฟู สำหรับนำไปทำครัวประเภทรายการอาหารไข่เจียว ไข่ต้ม หรือแม้แต่ใช้เป็นส่วนผสมในเมนูของหวานก็ยังได้เหมือนกัน เรียกได้ว่าเป็นเครื่องสารพัดประโยชน์ ใช้ได้กับทุกรายการอาหาร ประเภทที่ว่าทุกๆบ้านที่ชื่นชอบในด้านการทำของหวานหรืออาหารควรมีไว้ติดบ้านกันเลยจริงๆ

เครื่องผสมอาหาร ยังมีจุดแข็งอยู่ตรงที่องค์ประกอบต่างๆสามารถถอดล้างทำความสะอาดได้อย่างง่ายดายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นส่วนหัวสำหรับคน ส่วนถาดใส่อาหาร สามารถถอดออกมาได้อย่างง่ายๆและก็การล้างชำระล้างก็ไม่ยุ่งยาก ใช้แค่ฟองน้ำจุ่มกับน้ำยาที่เอาไว้ล้างจาน แล้วนำมาเช็ดถูชำระล้างบนองค์ประกอบที่สกปรก ตามด้วยล้างน้ำไม่ออกให้สะอาด แล้วก็ค่อยนำไปผึ่งให้แห้งก็เป็นอันเสร็จ เมื่อจะใช้ครั้งต่อมาก็แค่ประกอบองค์ประกอบต่างๆเข้าไปกับเครื่องแค่นั้น

แต่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งาน หรือการล้างชำระล้างเครื่องผสมอาหารก็ตาม มีสิ่งที่คุณจะต้องระวังไว้ด้วย เพื่อให้การใช้งานเครื่องมีคุณภาพเยอะที่สุดและไม่ก่อให้เกิดอันตรายอะไรก็ตามดังต่อไปนี้
1. ก่อนจะมีการใช้งาน ควรจะวิเคราะห์ส่วนประกอบของเครื่องแต่ละส่วนให้ดีว่า ได้ประกอบให้แน่นสนิทแล้วหรือยัง เนื่องจากในระหว่างที่ใช้งานอยู่ เครื่องผสมอาหารจะมีกำลังปั่นค่อนข้างจะแรง หากคุณประกอบส่วนประกอบต่างๆไม่แน่นอย่างที่ควรเป็น เมื่อใช้ไปได้สักระยะหนึ่ง อาจก่อให้ชิ้นส่วนบางอย่าง ดังเช่นว่า หัวสำหรับคน หรือถาดใส่อาหารหลุดกระเดนออกมา จนของกินที่ใส่อยู่หกเลอะเทอะเปรอะเปื้อน และก็ยิ่งถ้าหากว่าส่วนประกอบต่างๆกระเด็นออกมาถูกตัวของผู้ใช้ด้วย ก็อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บ หรือเปรอะเปื้อนจนถึงจะต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่กันอย่างยิ่งจริงๆ
2. ตรวจดูความแรงสำหรับการปั่นของเครื่องที่ตั้งไว้ ณ ในตอนนั้นเพราะว่าเป็นยังไง ข้อนี้สำคัญมาก เนื่องจากจะมีผลต่อของกินที่คุณกำลังประกอบอยู่โดยตรง บางเมนูที่มิได้ต้องการความแรงสำหรับการผสมมากมาย อย่างพวกของหวานที่อยากได้ให้มีเกล็ดน้ำตาลขึ้นทั้งหลาย จำเป็นต้องไม่ใช้ความแรงสำหรับในการผสมมากจนเกินความจำเป็น เนื่องจากประเดี๋ยวน้ำตาลที่ใส่ไว้จะละลายหายไปหมด เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วจะไม่มีเกล็ดน้ำตาลขึ้นเลย หรือเมนูไข่อย่างไข่กระทะทั้งหลาย ถ้าหากใช้ความแรงสำหรับเพื่อการผสมมากเกินไป ไข่ก็จะขึ้นฟูกันแบบใหญ่โต ต่อนี้ไปละ เวลานำไปปรุงให้สุก ไข่จะแผ่บานเป็นจานเชิง ทานผู้เดียวก็ไม่หมดกันเลยล่ะ
3. เมื่อใช้เครื่องผสมอาหารเสร็จแล้ว จำต้องถอดออกมาล้างทำความสะอาดให้สะอาดทุกคราวก่อนนำไปใช้ครั้งถัดไป เพื่อเครื่องมีความสะอาด เหมาะสมสำหรับเพื่อการทำอาหาร และไม่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคที่จะทำลายสุขภาพ แถมการล้างเครื่องให้สะอาดทุกครั้ง ยังส่งผลให้อาหารที่คุณปรุงมีรสชาติดี ไม่มีกลิ่นกลิ่นหืนคละเคล้าด้วยนะ
4. รักษาเครื่องไว้ให้มิดชิดสักน้อย อย่าทำให้มีฝุ่นเกาะ หรือมีสัตว์อย่างจิ้งจก แมลงสาบ เข้าไปใช้เป็นที่อยู่หรือเดินผ่าน เนื่องจากประเดี๋ยวเครื่องจะเลอะเทอะจนใช้ปรุงอาหารมิได้อีก แถมยังนำมาซึ่งโรคได้ง่ายอีกด้วย

แหล่งที่มา บทความเครื่องผสมอาหาร: Index

15
ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เลยว่า เมื่อคุณใช้คอมพิวเตอร์ เครื่องเรือนอย่างหนึ่งที่จำเป็นที่จะต้องมีไว้ใช้งานอย่างจำเป็นมาก ก็คือ โต๊ะคอมพิวเตอร์ ด้วยเหตุว่าหากขาดเครื่องเรือนชิ้นนี้ไปแล้ว การใช้แรงงานคอมพิวเตอร์ก็จะทำเป็นทุกข์ยาก จะดูจอภาพก็ต้องก้ม หรือจะใช้งานแป้นพิมพ์ก็จะต้องก้มตัวลงไปเยอะ จนทำให้เกิดลักษณะของการปวดข้างหลัง ถึงขนาดไม่ต้องการที่จะอยากใช้คอมพิวเตอร์ถัดไปอีก

โต๊ะคอมพิวเตอร์ ปกติจะได้รับการออกแบบมาให้สามารถวางชุดคอมพิวเตอร์ได้อย่างพอดีและก็ลงตัว มีช่องสำหรับวาง CPU และเครื่องปริ้น ส่วนพื้นที่บนโต๊ะ ก็กว้างพอที่จะใช้วางเครื่องใช้ไม้สอยสำคัญอย่างจอภาพ เม้าส์ และแป้นพิมพ์ ยิ่งในบางรุ่น ถึงแม้ว่าจะคุณวางเครื่องใช้ไม้สอยคอมพิวเตอร์กระทั่งครบแล้ว คุณก็ยังเหลือที่สำหรับวางสิ่งของเล็กๆน้อยๆอันอื่น หรือดัดแปลงแก้ไขใช้เป็นโต๊ะสำหรับเขียนงานได้อีก แต่เมื่อโต๊ะคอมพิวเตอร์มีการออกแบบมาให้มีส่วนสำหรับวางสิ่งของได้มากเช่นนี้ ภาระที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือการทำความสะอาด บางบุคคลบอกว่า ซื้อโต๊ะมาแล้ว แม้จะวางวัสดุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ได้ครบทุกๆอย่างก็จริง แต่ว่าก็มีภาระที่จะต้องชำระล้างเยอะมาก ยิ่งโต๊ะรุ่นดีๆที่วางของได้เป็นจำนวนมากยิ่งชำระล้างทุกข์ยากลำบาก กว่าจะขัดจนถึงครบทุกที่ได้ก็เสียเวล่ำเวลาเป็นชั่วโมง โดยเหตุนี้ในวันนี้ พวกเราจะมาดูกันเลยดีกว่าว่าถ้าเกิดต้องการทำความสะอาดให้ครบทุกที่ จำเป็นต้องทำอย่างไรบ้าง มีอยู่ 5 ขั้นตอนดังนี้

1. หากสะดวกที่จะถอดวัสดุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆออกชั่วครั้งชั่วคราว ขอแนะนำให้ถอด CPU หน้าจอ เม้าส์ คีย์บอร์ด และก็อื่นๆออกมาจากกัน หลังจากนั้นโยกย้ายมาตั้งชั่วคราวไว้ข้างนอกโต๊ะคอมพิวเตอร์ก่อนดียิ่งกว่า เพื่อที่คุณจะได้ชำระล้างได้ทุกที่จริงๆถ้าหากคุณชำระล้างโต๊ะทั้งๆที่เครื่องมือคอมพิวเตอร์ยังตั้งอยู่ จะเหลือที่อับบางจุดที่คุณไม่สามารถที่จะทำความสะอาดได้ ได้แก่ ใต้ CPU ใต้จอภาพ ซึ่งที่อับพวกนี้ล้วนแต่เป็นที่สะสมฝุ่นผงและก็สิ่งสกปรกต่างๆทั้งมวล การถอดวัสดุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ออก แล้วย้ายออกจากโต๊ะ จะช่วยทำให้แนวทางการทำความสะอาดทำได้อย่างมีคุณภาพมากกว่า

2. กระทำการปัดฝุ่น หรือดูดฝุ่นที่ติดอยู่บนโต๊ะออกให้หมดก่อน เครื่องมือที่จะช่วยคุณในกิจกรรมนี้ได้ ก็คือไม้ปัดขนไก่ หรือเครื่องดูดฝุ่น ให้ทำปัดฝุ่น หรือดูดฝุ่นและก็สิ่งสกปรกที่อยู่บนโต๊ะออกให้หมด เพื่อทำให้โต๊ะเกลี้ยงไปในระดับหนึ่ง หลังจากนั้นจึงค่อยเช็ดถูถัดไป อย่ารีบเช็ดทั้งที่ยังไม่ได้ดูดฝุ่นละออง ปัดฝุ่นไปเลย เนื่องจากจะก่อให้เกิดรอยฝุ่นละอองติดโต๊ะไป แม้ว่าคุณจะขัดถูอย่างหนัก ความเลอะเทอะก็ยังคงอยู่ ไม่หายไปไหนอยู่ดี ในการปัดหรือดูดฝุ่นผงที่ติดอยู่บนโต๊ะ ขอให้คุณใช้ความรอบคอบด้วยโดยเฉพาะหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้ หรือโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเท้าหายใจ ระมัดระวังอย่าให้ฝุ่นละอองปลิวกระจัดกระจายเข้าจมูก อาจจะส่งผลให้มีการระคายในระบบฟุตบาทหายใจ และก็ทำให้โรคประจำตัวกำเริบเสิบสานได้

3. เมื่อโต๊ะไม่มีฝุ่นละออง หรือเหลือฝุ่นละอองลดน้อยลงแล้ว คุณก็สามารถทำขัดถู ทำความสะอาดได้เลย การเช็ดโต๊ะ คุณสามารถใช้ได้อีกทั้งผ้าชุบน้ำสะอาด หรือใช้น้ำยาสำหรับทำความสะอาดพ่นแล้วก็ใช้ผ้าขัดถูตาม อีกทั้ง 2 วิธีการแบบนี้ สามารถทำให้โต๊ะคอมพิวเตอร์ของคุณสะอาดได้ มีข้อควรพิจารณา เป็น ห้ามใช้น้ำยาที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือเป็นด่างรุนแรงสำหรับในการถูชำระล้าง เนื่องมาจากอาจก่อให้ผิวของโต๊ะได้รับความเสียหาย และการเช็ดด้วยน้ำที่สะอาด ควรทำบิดผ้าให้หมาดที่สุดก่อนนำไปเช็ด เนื่องจากว่าถ้าหากคุณใช้ผ้าที่เปียกแฉะน้ำเกินไปสำหรับการทำความสะอาด จะมีผลให้กำเนิดคราบเปื้อนน้ำขึ้นบนโต๊ะ แม้ว่าจะไม่ใช่คราบเปื้อนเลอะเทอะซึ่งมีความสกปรก แต่ว่าก็ทำให้โต๊ะของคุณดูเลอะเทอะงาม นอกเหนือจากนั้น การใช้ผ้าที่เปียกเหลือเกิน อาจจะทำให้ผิวอุปกรณ์ของโต๊ะบางประเภท ยกตัวอย่างเช่น ไม้อัด กระดาษอัด ได้รับความเสียหาย บวมน้ำ ปริ แตก ในตอนหลัง

4. รอให้โต๊ะแห้งสักครู่ ระหว่างนี้ก็ทำความสะอาดวัสดุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อื่นๆที่มีฝุ่นเขรอะ และก็พื้นที่รอบๆโต๊ะไปพร้อมกันด้วย กระบวนการทำความสะอาดพื้นที่รอบๆ และก็สิ่งของที่วางบนโต๊ะ จะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยทำให้โต๊ะคอมพิวเตอร์ของคุณสะอาดเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ไม่มีฝุ่น หรือสิ่งสกปรกมาจับในเวลาแค่ไม่กี่วัน แถมยังช่วยให้โต๊ะทำงานของคุณมองสะอาด เรียบร้อย พร้อมต่อการทำงานเพิ่มขึ้น

5. จัดสิ่งของที่เคยวางอยู่บนโต๊ะให้กลับเข้าที่เข้าทาง กระทำประกอบคอมพิวเตอร์กลับให้เรียบร้อย งดงามตามเคย อย่าลืมตรวจตราเพราะว่าการต่ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของคุณนั้นทำได้ถูกต้องแล้วหรือยัง ถ้ายัง ให้ถอดออกแล้วต่อใหม่ แนะนำว่าให้ตรวจก่อนที่จะเปิดเครื่อง เนื่องจากเมื่อเปิดเครื่องไปแล้ว คุณจะถอดเครื่องไม้เครื่องมือเพื่อต่อใหม่ได้ตรากตรำ เนื่องจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ส่วนมากเป็นโลหะ ซึ่งระหว่างที่เปิดคอมอยู่ กระแสไฟจะเดินไปทั่ว ถ้าคุณมาเสี่ยงถอดตอนเปิดเครื่องไปแล้ว ก็บางทีก็อาจจะถูกไฟดูดได้ แม้จะไม่ใช่กระแสไฟฟ้าที่แรงจนกระทั่งแก่ชีวิต แม้กระนั้นก็สร้างความตระหนกตกใจให้กับคุณได้มากพอควร

วิธีการทำความสะอาดโต๊ะคอมพิวเตอร์ ก็มีอยู่ทั้งสิ้น 5 ข้อดังนี้ ผู้ใดกันแน่ที่มีโต๊ะคอมพิวเตอร์ประจำการอยู่ ขอให้หมั่นชำระล้างโต๊ะของคุณอยู่เสมอ เพื่อสร้างบรรยากาศให้ดูน่าดำเนินการยิ่งขึ้น รวมทั้งเพื่อสุขลักษณะของคุณเองด้วย ขั้นต่ำควรจะชำระล้างสักอาทิตย์ละครั้ง แต่ถ้าหากผู้ใดกันแน่สะดวกจะชำระล้างเสมอๆก็สามารถทำได้ และยิ่งเป็นเรื่องที่ดีด้วย

ที่มา บทความโต๊ะคอมพิวเตอร์: www.indexlivingmall.com

หน้า: [1] 2 3 ... 7